
ลุยเดินสายโรดโชว์กู้ภาพลักษณ์"ข้าวไทย"
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ต้องถือว่าสถานการณ์ข้าวไทยอยู่ในอาการไม่สู้ดีนัก สารพัดข่าวร้ายถาโถมเข้ามา จนทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยต้องหม่นหมอง
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ต้องถือว่าสถานการณ์ข้าวไทยอยู่ในอาการไม่สู้ดีนัก สารพัดข่าวร้ายถาโถมเข้ามา จนทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยต้องหม่นหมอง
เมื่อ 1 เดือนก่อน ทางการอิรักให้ข่าวว่าจะไม่ชื้อข้าวสารจากไทยจนกว่าจะมีการปรับปรุงคุณภาพ
“เราได้รับการร้องเรียนว่าคุณภาพและน้ำหนักข้าวที่ส่งออกจากไทยมีปัญหา และได้หยุดซื้อข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2556” ฮัสซัน อิบราฮิม รักษาการผู้อำนวยการคณะกรรมการข้าวของอิรัก กล่าว
ถัดมาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ทางการอินโดนีเซียให้ข่าวในทำนองกล่าวหาว่า ไทยดัมพ์ขายข้าวในราคาถูก และทำให้ตลาดข้าวภายในของอินโดนีเซียปั่นป่วน
ศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ถึงกับต้องออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่า รัฐบาลไทยไม่เคยเสนอขายข้าวในราคาต่ำให้อินโดนีเซีย พร้อมระบุว่า “เราได้ต่อว่าอินโดนีเซียว่า การให้ข่าวลักษณะนี้ทำรัฐบาลไทยเสียหาย”
ไทยต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับในเชิงข้อมูลข่าวสาร ที่สำคัญข่าวสารที่ออกมาเป็นระลอกๆ บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ซื้อข้าว โดยเฉพาะข้าวสารในโกดังของรัฐบาล ผลที่ตามมา คือ ข้าวไทยถูกกดราคาอย่างหนัก
แต่วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เมื่อหน่วยงานรัฐมีแผนเดินสายพบปะผู้ซื้อข้าวในต่างประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นข้าวไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ล่าสุด สุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะเดินทางไปอิรักระหว่างวันที่ 24-28 มี.ค.นี้ เพื่อนำคณะไปเจรจาขายข้าวและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของข้าวไทยในตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดที่นำเข้าข้าวคุณภาพจากไทยในปริมาณ 6-8 แสนตันต่อปี
จากที่ก่อนหน้านี้ การซื้อขายข้าวระหว่าง สอง ประเทศ ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากเอกชนที่ทำหน้าที่ส่งมอบข้าวได้ส่งมอบข้าวคุณภาพต่ำให้รัฐบาลอิรัก และปริมาณข้าวที่ส่งมอบพบว่าน้ำหนักขาดหายไปถึง 10%
“การฟื้นความเชื่อมั่นให้กับข้าวไทย คือ บริษัทเอกชนที่ส่งข้าวคราวนั้น ต้องชี้แจงให้รัฐบาลอิรักเข้าใจถึงความผิดพลาด และบริษัทเรือต้องรับผิดชอบต่อข้าวที่ขาดไป และหวังว่าไทยจะได้รับข่าวดี” ไพบูลย์ ควรทรงธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าวไชยพร ซึ่งทำตลาดข้าวในอิรักมากว่า 20 ปี ให้ความเห็น
ขณะที่ภาคเอกชนก็ไม่นิ่งนอนใจ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จะนำคณะไปประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพข้าวไทยที่ฮ่องกง ในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ จากนั้นสมาคม มีแผนจะเดินทางไปสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่นด้วย
“ที่ผ่านมาการส่งออกในตลาดกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิของเราปรับลดลงมากกว่า 50% จากที่เคยส่งออกได้ปีละ 3 แสนตัน ตอนนี้ลดเหลือเพียงปีละ 1.5-1.6 แสนตันเท่านั้น” ร.ต.ท.เจริญ กล่าว
การเดินสายกู้ภาพลักษณ์ข้าวไทยเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่จะได้ผลลัพธ์อย่างไรคงต้องติดตามกันต่อ โดยเฉพาะการทำให้ราคาข้าวไทยกลับมาขายได้ดีบวกราคา “ค่าพรีเมียม” อีกราว 50-60 เหรียญสหรัฐต่อตัน เหมือนก่อนมีโครงการรับจำนำข้าวได้หรือไม่
นั่นเพราะสาเหตุที่ทำให้ 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยพลิกกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ปริมาณส่งออก 1.5 ล้านตัน เหนือกว่าอินเดียที่ส่งออกข้าว 1 ล้านตัน และเวียดนามที่ส่งออกข้าว 8 แสนตัน เพราะไทยหั่นราคาขายข้าวลงมาใกล้เคียงกับคู่แข่ง
เห็นได้จากข้อมูลส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.32 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 575 ล้านเหรียญสหรัฐ ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 437 เหรียญสหรัฐ ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาข้าวอยู่ที่ 550-560 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือลดลงเกือบ 20%
“ปีนี้เวียดนามเพิ่งเสียตลาดข้าวสำคัญให้กับไทยทั้งตลาดจีน แอฟริกา โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งปีที่แล้วนำเข้าข้าวจากเวียดนาม 4 แสนตัน แต่ปีนี้ไม่มีการนำเข้า และนำเข้าข้าวจากไทยแทน” ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุ
หากย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกอย่างภูมิใจว่า ไทยไม่ยินดีที่จะเป็นแชมป์ส่งออกข้าว เพราะขายข้าวในราคาถูก แต่ขณะนี้ไทยกลับมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ และต้องเร่ขายข้าวราคาถูก เพื่อลดแรงกดดันจากสต๊อกข้าวสารกว่า 30 ล้านตัน ที่ได้จากโครงการจำนำข้าว
ยิ่งใน
ภาวะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และนายกฯ ต้องทำหน้าที่รักษาไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ คงจะได้เห็นปรากฏการณ์เทขายข้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ที่ยังค้างชาวนากว่า 1 แสนล้านบาท โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ฐานะการคลังของประเทศเสียหายมากน้อยเพียงใด
เพราะรัฐบาลใช้เงินไปกับโครงการรับจำนำข้าวกว่า 8.4 แสนล้านบาท บวกค่าบริหารจัดการอีก 1.2 แสนล้านบาท ล่าสุด ณ วันที่ 28 ก.พ. กระทรวงพาณิชย์ส่งคืนเงินค่าขายข้าว 1.73 แสนล้านบาท จากการขายข้าว 14.54 ล้านตัน และเหลือข้าวในสต๊อก 17-18 ล้านตัน
ฟันธงได้เลยปิดโครงการเมื่อไหร่ ความเสียหายอย่างต่ำๆ ก็ 56 แสนล้านบาท แล้วอย่างนี้ใครต้องรับผิดชอบ







