
10 วันอันตราย
พลังงานสำรองกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย ที่ต้องจัดหาแหล่งสำรองมารองรับในยามฉุกละหุก
พลังงานสำรองกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย ที่ต้องจัดหาแหล่งสำรองมารองรับในยามฉุกละหุก
ปีนี้แหล่งผลิตหลักมีแผนหยุดซ่อม 2 ช่วง 10-27 เม.ย.นี้ แหล่งบงกชอ่าวไทยจะหยุดซ่อม จากนั้น 13 มิ.ย.-10 ก.ค.ที่จะถึงนี้ แหล่งก๊าซพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย (เจดีเอ) จะหยุดซ่อม
เฉพาะการหยุดซ่อมท่อก๊าซปีนี้ของแหล่งบงกช 18 วัน ส่งผลให้ปริมาณก๊าซหายไปราว 630 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน
ส่วนการหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอหยุดรวม 28 วันนั้น ปริมาณก๊าซจะหายไปจากระบบ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งจะกระทบกับโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักต้องหยุดเดินเครื่องที่มีกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์
กรณีแหล่งเจดีเอหยุดซ่อมนี่แหละที่อันตราย เพราะอาจเกิดความเสี่ยงทำให้ไฟฟ้าภาคใต้ดับ
สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน วางแผนไว้ 3 ทาง 1.รณรงค์ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลงให้ได้ 200 เมกะวัตต์ 2.หากประหยัดไม่ได้จะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดหาไฟฟ้าจากส่วนกลางส่งผ่านยังวงจรสายส่งเพิ่มอีกวงจรหนึ่ง
ถ้ากรณียังไม่พออีก ฉุกเฉินจริงๆ ก็จะให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดับไฟบางพื้นที่ นี่เป็นไม้ตาย
ขณะเดียวกัน ปลัดสุเทพผู้มีเหลี่ยมรอบตัวสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบริษัท ปตท. ไปจัดทำแผนหยุดซ่อมบำรุงด้านก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 5 ปี
ว่ากันว่าการหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ 28 วัน มีผลกระทบต่อการให้บริการปั๊มเอ็นจีวีในภาคใต้ใน 3 จังหวัด สงขลา สุราษฎร์ธานี นคร ศรีธรรมราช รวม 14 แห่ง
10 วันแรก ปตท.จึงวางแผนรับมือโดยจะใช้รถขนเอ็นจีวีจากจังหวัดอื่น เช่น ราชบุรี สมุทรปราการ มาขนส่งและจ่ายก๊าซให้กับปั๊มใน 14 แห่ง ให้มากที่สุด แต่อาจมีปั๊มบางแห่งที่ต้องปิดชั่วคราว
ช่วง 18 วันหลัง จะมีปริมาณก๊าซที่ค้างท่อป้อนให้ปั๊มเอ็นจีวีได้ 110 ล้านตันต่อวัน จึงคาดว่ามีปัญหารับมือไว้ให้ดีก็แล้วกัน







