
สีสัน "ชินจูกุ" ต้นแบบเทคโนโลยีจัดการพลังงานร่วมฯ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ญี่ปุ่นถือเป็นชาติที่มีการใช้พลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.96 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 190 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจไทย 17-18 เท่า
แน่นอนว่า กรุงโตเกียว ในฐานะเมืองหลวงและเมืองแห่งเทคโนโลยีและสีสัน เรียกได้ว่ามีย่านธุรกิจที่สำคัญมากมายและมีความต้องการใช้พลังงานมหาศาล โดยเฉพาะย่านชินจูกุ ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน โรงแรม และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
แต่ทว่าในย่านชินจูกุ ได้มีระบบการจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดมาใช้ และน่าจะเป็นต้นแบบให้กับไทย ซึ่งต้องนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท
เคนทาโร่ โฮริซากะ ผู้จัดการกลุ่มการพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ แอดวานซ์ บอกว่า ในย่านชินจูกุมีระบบการบริหารจัดการด้านพลังงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ระบบศูนย์กลางการผลิตพลังงานร่วม หรือ Shinjuku Shintoshin District Heating and Cooling Center ซึ่งเป็นระบบที่ผลิตพลังงานไอร้อนและน้ำเย็นขายส่งผ่านท่อให้กับผู้ใช้ในย่านใกล้เคียง เพื่อนำไปใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำความร้อนในอาคารสำนักงานและโรงแรมขนาดใหญ่
สำหรับการทำงานของระบบนี้ คือ จะกำหนดพื้นที่อาคารแห่งใดแห่งหนึ่งสำหรับติดตั้งเครื่องผลิตไอน้ำร้อนและน้ำเย็น โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติไปเผาหม้อต้มขนาดใหญ่จนอุณหภูมิในหม้อต้มอยู่ที่ระดับสูงสุด 400 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำที่อยู่ในหม้อต้มกลายเป็นไอน้ำร้อนก่อนส่งไปตามท่อใต้ดินที่เชื่อมกับอาคารสำนักงาน ตึกสูง และโรงแรมที่เป็นลูกค้า
เช่นเดียวกัน ความร้อนที่ได้จากการเผาก๊าซจะถูกนำไปใช้เป็นแรงขับดันในการผลิตน้ำเย็น โดยเครื่องมือที่เรียกว่า “ตู้เย็นยักษ์” และส่งน้ำเย็นไปตามอาคารต่างๆ ซึ่งปัจจุบันตู้เย็นยักษ์สามารถผลิตน้ำเย็นได้ 6.5 หมื่นตัน เพื่อให้บริการลูกค้าอยู่ในพื้นที่ 33.2 เฮกเตอร์ หรือ 3.3 แสนตารางเมตร ใน 21 อาคาร
“การใช้พลังงานแบบนี้เกิดขึ้นจากเมื่อครั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจนเกิดวิกฤตในปี 2514 ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบการใช้พลังงานร่วมขึ้นมา เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” โฮริซากะ เล่าที่มาที่ไปของศูนย์นี้
โฮริซากะ ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มลงทุนระบบศูนย์กลางผลิตร่วมตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบันใช้เงินลงทุนไปทั้งสิ้น 1 หมื่นล้านเยน หรือ 3,150 ล้านบาท แต่สามารถผลิตไอร้อนและน้ำเย็นขายให้อาคารต่างๆ ในต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้พลังงานในระบบปกติ 1020% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3040%
นอกจากนี้ ระบบศูนย์การผลิตพลังงานร่วมยังทำให้อาคารตึกสูงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องผลิตไอน้ำและน้ำเย็นเป็นของตัวเอง จึงเหลือพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้าเสียค่าใช้จ่ายในอัตราที่เหมาะสมโดยมีภาครัฐเป็นผู้กำหนดราคา
อย่างไรก็ตาม โฮริซากะ บอกว่า การใช้ระบบการผลิตพลังงานร่วมนี้จำเป็นต้องเริ่มพัฒนาไปพร้อมกับการวางผังเมือง เนื่องจากต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไปทั้งท่อส่งและระบบภายในตัวอาคาร สำนักงาน โรงแรม ที่ต้องการใช้ระบบดังกล่าวต้องมีการวางแผนควบคู่ไปกับการก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาการใช้ระบบนี้ในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่จำนวน 150 แห่ง แต่ละแห่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเมืองใหม่
ชุมพล ฐิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการนำเข้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ รูปแบบการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพของญี่ปุ่นจึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไทยจะนำมาประยุกต์ได้ เช่น การนำระบบศูนย์จัดการพลังงานร่วมมาใช้ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะนำระบบของญี่ปุ่นมาใช้ในไทยอย่างกว้างขวาง เช่น ในสนามบินสุวรรณภูมิและศูนย์ราชการ แต่ถือว่ายังน้อยมาก
นี่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไทยต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อให้การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ โดยอาจเริ่มจากในเมืองใหญ่ เช่น โรงแรม ตึกอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้าย่านสยาม ก่อนขยายไปในพื้นที่ต่างๆ
เพราะหากไทยยังคงใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ในไม่ช้าไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ แต่ต้องนำเข้าพลังงานสูง ซึ่งเป็นอนาคตที่อันตรายอย่างยิ่ง







