
หุ้นไทยไม่ลุ้นเฟด
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 1819 มี.ค.นี้ หรือเวลาประเทศไทย 01.00 น. วันที่ 20 มี.ค. นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% ทำให้เฟดสามารถคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอยู่ที่ 0-0.25% ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2557 อย่างไรก็ตาม นโยบายดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้นเมื่อไรคงต้องไปลุ้นในการประชุมรอบถัดไป คือวันที่ 2930 เม.ย. 2557
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 1819 มี.ค.นี้ หรือเวลาประเทศไทย 01.00 น. วันที่ 20 มี.ค. นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% ทำให้เฟดสามารถคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอยู่ที่ 0-0.25% ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2557 อย่างไรก็ตาม นโยบายดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้นเมื่อไรคงต้องไปลุ้นในการประชุมรอบถัดไป คือวันที่ 2930 เม.ย. 2557
สำหรับการลดวงเงินซื้อพันธบัตร (คิวอี) คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อไปอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะเริ่มเดือน มี.ค. และจะลดลงต่อเนื่องอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนถัดไปๆ หลังจากตัวเลขอัตราการว่างงานลดลงมาอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 6.6-6.7% ในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า แม้ว่าเฟดจะปรับลดขนาดคิวอี แต่ไม่มีผลต่อการแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1,3601,430 จุด ของดัชนีหุ้นไทย เนื่องจากให้น้ำหนักกับประเด็นบวกทางการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ต่อการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ว่าจะให้เป็นโมฆะหรือไม่ภายหลังประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดินให้ปากคำต่อศาลแล้ว รวมทั้งอาจวินิจฉัยประเด็นการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี จากกรณีโยกย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่เป็นธรรมได้ทันภายในสิ้นเดือนนี้
ทั้งนี้ ประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่คาดว่าจะจบที่การตัดสินให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพลง และมีโอกาสที่จะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในครึ่งแรกของปี 2557 ดังนั้นตราบใดที่ระหว่างสัปดาห์ยังไม่หมุนตัวลงไปปิดต่ำกว่า 1,340 จุดอีกครั้ง มองว่าดัชนี ยังมีโอกาสเหวี่ยงตัวขึ้นในกรอบ 1,360-1,430 จุด ในช่วงที่เหลือของ มี.ค. 2557 ได้
ถ้ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพลงจริง จะส่งผลให้การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยุติลงทั้งหมดด้วย ซึ่งจากสถิติการชุมนุมใหญ่ 3 ครั้งก่อนหน้าของกลุ่มพันธมิตรฯ ในปี 2551 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2552 และ 2553 พบว่าหลังการชุมนุมยุติลง 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.4% และ 11.8% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในช่วงดังกล่าว ได้แก่ พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ ขนส่ง และปิโตรเคมี ซึ่งในปัจจุบันหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนรวมกันราว 35% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของดัชนี







