
มอง 2 มุมญี่ปุ่นขึ้นแวตเตือนธุรกิตปรับตัวสู้
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบัน 5% เป็น 8% ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ก็คือ ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่จะต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น และอาจส่งผลต่อการ ส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นเช่นกัน เนื่องจากเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบัน 5% เป็น 8% ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ก็คือ ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่จะต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น และอาจส่งผลต่อการ ส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นเช่นกัน เนื่องจากเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งนี้จะส่ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นระยะสั้น 36 เดือน โดยประชาชนจะชะลอการใช้จ่ายเพื่อปรับตัวหลังจากราคาสินค้าแพงขึ้น
พร้อมกันนี้ คาดว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นกับบางอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ผู้บริโภคจะชะลอการซื้อสินค้ากลุ่มนี้ลงบ้าง แต่สำหรับสินค้ากลุ่มที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับขึ้นภาษีของญี่ปุ่นครั้งนี้ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐที่สามารถนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติม เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งนี้จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น
ขณะที่ในมุมของภาคธุรกิจผู้ส่งออกสินค้าไปตลาดญี่ปุ่น วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าไปตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ การที่ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาก หลังจากที่ญี่ปุ่นออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้สินค้านำเข้าไปญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศลดน้อยลง เมื่อคนใช้จ่ายน้อยก็จะกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อสินค้าที่ญี่ปุ่นจะสั่งซื้อจากไทย โดยจะปรับให้เหลือเท่าที่จำเป็นและเน้นการใช้สินค้าคงคลังก่อน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางการบริโภคที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้มีแนวโน้มจะปรับลดยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพียงประเทศเดียว แต่จะดำเนินการกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ด้วย ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อดึงคำสั่งซื้อสินค้าให้เข้ามาในไทยมากที่สุด และให้ญี่ปุ่นลดคำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน เช่น ญี่ปุ่นลดคำสั่งซื้อสินค้าประเภทเอจากไทย ลดซื้อสินค้าประเภทบีจากจีน ไทยต้องพยายามดึงคำสั่งซื้อสินค้าบีมาที่ไทยให้ได้ ซึ่งจะช่วยทดแทนคำสั่งซื้อสินค้าเอที่หายไปได้ การดำเนินการดังกล่าวจะสำเร็จ หากผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตัวสินค้า พัฒนาสินค้า
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรออกไปเดินสายโรดโชว์ในกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อจับคู่ธุรกิจกับลูกค้าญี่ปุ่น โดยกลุ่มสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของไทยเพิ่งไปโรดโชว์ที่เมืองโอซากา โดยไทยได้นำอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำไปโชว์ ซึ่งทางญี่ปุ่นสนใจไทยอย่างมาก
วัลลภ ยังเสริมอีกว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ คือ การเจรจาต่อรองราคา เพราะเมื่อราคาสินค้าในญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ญี่ปุ่นย่อม ต้องการนำเข้าสินค้าที่มีราคาถูกลง เพราะจะได้ไม่กระทบต่อราคาจำหน่ายมากนัก ในประเด็นนี้ลูกค้าญี่ปุ่นรับรู้อยู่แล้วว่าสินค้าไทยมีคุณภาพ ราคาไม่แพง การต่อรองราคาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผู้ประกอบการไทย เข้าใจ หากพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของลูกค้าญี่ปุ่น ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องราคาสินค้า
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม พบว่า ไทยส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในสัดส่วน 8% ของการส่งออก ทั้งหมด โดยญี่ปุ่นหันมานำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น จากเดิมที่นำเข้าจากจีน ซึ่งในปีนี้คาดว่าญี่ปุ่นจะสั่งซื้อสินค้าเครื่องนุ่งห่มจากไทยเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การค้าไทยญี่ปุ่น ปี 2556 มีมูลค่า 1.92 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราลดลง 15.28% จากปี 2555 แบ่งเป็นการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น 1.25 ล้านล้านบาท และส่งออกสินค้าไทย 6.7 แสนล้านบาท สินค้าส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกในปีดังกล่าว ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 2.ไก่แปรรูป 3.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 4.ยางพารา และ 5.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป







