
ถ่ายทอดฟุตบอลโลก
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อ บริษัท เคมาสเตอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องทีวีดาวเทียม ซันบอกซ์ ในเครืออาร์เอส ประกาศกลยุทธ์การทำตลาดขายกล่องบอลโลก ที่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ) 64 นัด ได้ที่ทีวีอาร์เอสเพียงแห่งเดียว และรับชมระบบไฮเดฟิเนชั่น (เอชดี) ที่ดาวเทียมพีเอสไอ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อ บริษัท เคมาสเตอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องทีวีดาวเทียม ซันบอกซ์ ในเครืออาร์เอส ประกาศกลยุทธ์การทำตลาดขายกล่องบอลโลก ที่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ) 64 นัด ได้ที่ทีวีอาร์เอสเพียงแห่งเดียว และรับชมระบบไฮเดฟิเนชั่น (เอชดี) ที่ดาวเทียมพีเอสไอ
ประกาศดังกล่าวของเอกชนถือเป็นการขัดคำสั่งศาลปกครองที่ได้ยก คำร้องกรณี บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายขอคุ้มครองชั่วคราวให้ยกเลิก ร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (มัสต์แฮฟ)
นั่นหมายถึงว่า ประกาศมัสต์แฮฟยังมีผลบังคับใช้ต่อไปและอาร์เอสต้องถ่ายทอดฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีให้ครบ 64 นัด ไม่ใช่เพียง 22 นัด ผ่านช่อง 7 สี และช่อง 8 ของอาร์เอส ตามที่ประกาศการทำตลาดไว้
ทั้งนี้ เพราะเป็นรายการกีฬา 1 ใน 7 รายการที่อยู่ในประกาศ มัสต์แฮฟ ประกอบด้วย
1.การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีเกมส์)
2.การแข่งขันกีฬาสำหรับนักกีฬาคนพิการอาเซียนพาราเกมส์
3.การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในทวีปเอเชีย (เอเชียนเกมส์)
4.การแข่งขันกีฬาสำหรับนักกีฬาคนพิการเอเชียนพาราเกมส์
5.การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
6.การแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการจากทั่วโลก (พาราลิมปิก)
7.การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้ชมทั้งประเทศจะต้องได้รับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้ง 64 คู่ ระหว่างที่ศาลปกครองกลางยังให้ประกาศมัสต์แฮฟมีผลต่อไป ซึ่งครอบคลุมไปถึงการออกอากาศทีวีดิจิตอลที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย
ส่วนอาร์เอสจะปรับแผนการทำตลาดในเรื่องนี้อย่างไร คงต้องรอดูท่าทีเอกชนกันอีกครั้ง
แต่การที่คณะกรรมการ กสท.ประกาศไม่ยอม หากฝ่าฝืนจะคิดค่าปรับ5 ล้านบาท และขู่ยึดสัมปทานทีวีดิจิตอล เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม







