posttoday
อีกครั้งกับ Trigger Fund

อีกครั้งกับ Trigger Fund

18 มีนาคม 2557

ผ่านไปเกือบ 3 เดือนสำหรับปฏิทินการลงทุนประจำปี 2557 นี้ ผมหวังว่าพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทุกท่านคงเขียวสดใสกันทั่วหน้านะครับ สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ Product ที่ยังคงพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น Trigger Fund นั่นเอง เพราะหลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้มีการออกกันมาอย่างถล่มทลายสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 90 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท ในปีนี้กระแสของ Trigger Fund ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเพียงแต่แตกต่างกันไปในรายละเอียดเท่านั้นเอง

ผ่านไปเกือบ 3 เดือนสำหรับปฏิทินการลงทุนประจำปี 2557 นี้ ผมหวังว่าพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทุกท่านคงเขียวสดใสกันทั่วหน้านะครับ สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ Product ที่ยังคงพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น Trigger Fund นั่นเอง เพราะหลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้มีการออกกันมาอย่างถล่มทลายสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 90 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท ในปีนี้กระแสของ Trigger Fund ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเพียงแต่แตกต่างกันไปในรายละเอียดเท่านั้นเอง

จากข้อมูลที่ มอร์นิ่งสตาร์ ได้ทำการรวบรวมไว้ ปี 2557 นี้ มีกองทุน Trigger Fund ออกขายและจดทะเบียนแล้ว 18 กอง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมประมาณ 5,800 ล้านบาท และยังมีประมาณ 23 กองทุนที่อยู่ในระหว่างทำการเสนอขาย (IPO) ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งหากดูจากตัวเลขจำนวนกองทุนที่ออกมาก็จะพบได้ว่า มีจำนวนน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วพอสมควร (ปี 2556 มี 28 กองทุน) และถ้าดูถึงเม็ดเงินลงทุนที่สามารถทำได้นั้นยิ่งมีความต่างกันสูงมาก โดยเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมสูงถึงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ถึงตอนนี้ Trigger Fund มีการเติบโตติดลบประมาณ 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ช่วง 1 ม.ค.14 มี.ค. ปี 2556 กับ 2557)

รูปแบบของ Trigger Fund ที่แตกต่างไปจากปีที่แล้ว คือ

1.เป้าหมายของผลตอบแทนที่ลดลง จากที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ที่เฉลี่ย 10% ก็ปรับลดลงมาเหลือ 58% คงเป็นเพราะตลาดผันผวนเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ยากต่อการตั้งเป้าหมายไว้สูงๆ เช่นในอดีต และแน่นอนที่สุดการตั้งเป้าหมายไว้ไม่สูงมากก็ย่อมมีโอกาสทำให้ถึงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

2.บลจ.เริ่มออก Trigger Fund ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (11 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 2,700 ล้านบาท) ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าดูจากจำนวนกองทุนนั้นก็มีมากกว่า Trigger Fund ที่มีนโยบายลงทุน ในหุ้นไทย (7 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3,100 ล้านบาท) ด้วยซ้ำไป แต่อย่างไรก็ตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมก็ยังคงน้อยกว่าหุ้นไทย ซึ่งตรงนี้น่าจะสอดคล้องกับ มุมมองของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ที่เห็นโอกาสสำหรับการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าตลาดหุ้นไทยที่ยังมีปัจจัยทางการเมืองรบกวนอยู่มาก

3.ความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศที่ Trigger Fund เลือกไปลงทุน จากเดิมที่มีเพียงแต่หุ้นไทย อเมริกา และจีน ในปี 2557 นี้มีการออก Trigger Fund ที่ไปลงทุนในกลุ่มประเทศใหม่ๆ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และเอเชียเหนือ มาเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุน

สำหรับบทเรียนที่ผมคิดว่านักลงทุนและอุตสาหกรรมกองทุนต้องได้เรียนรู้ไปด้วยกันสำหรับ Trigger Fund ก็คือ

1.สำหรับผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนใน Trigger Fund นี้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไปเนื่องจาก Trigger Fund นั้นไม่สามารถซื้อเพิ่ม หรือขายออกได้ก่อนกำหนด อีกทั้งนักลงทุนยังต้องยอมรับกับผลตอบแทนที่เป็นไป ไม่ว่าลบหรือบวกเมื่อกองทุนครบกำหนดอายุ (ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ตามเป้า)

2.สำหรับ บลจ.ผู้ออกกองทุนนั้น หลาย บลจ.อาจมองเป็นช่องทางในการขายกองทุนที่ได้ผลมาก และสามารถทำรายได้ดีจากการเก็บค่าบริหารการจัดการกองทุน แต่ความเสี่ยงที่ตามมาก็คือ การทำผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายในช่วงเวลาที่จำกัดนั้น บางครั้งต้องแลกมาด้วยการลงทุน ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงขึ้น จึงทำให้บางครั้งเกิดการวิเคราะห์ ที่ผิดผลาดทำให้กองทุนไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า Trigger Fund ก็จะยังคงอยู่กับอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยไปอีกซักพักใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนยังให้การตอบรับ ส่วน บลจ. ผู้ขายก็ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการออกกองทุน

ซึ่งมาถึงตรงนี้ผมอยากจะเสนอทางออกสำหรับรูปแบบของ Trigger Fund ที่มีในต่างประเทศเผื่อว่ามี บลจ.ไหนสนใจจะนำมาเสนอต่อผู้ลงทุนก็ไม่ว่ากัน คือ การที่ บลจ.มีระบบให้ผู้ลงทุนเป็นคนกำหนดจุดเป้าหมาย (Trigger) แต่ละคนเอง และเมื่อกองทุนทำผลตอบแทนได้ถึงตามเป้า ระบบก็จะขายหน่วยลงทุนให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าวิธีดังกล่าว นอกจากจะช่วยกำจัดความเสี่ยงเรื่องการซื้อขายได้ครั้งเดียวแล้ว ยังเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนในการกำหนดผลตอบแทนตามแต่ความพอใจของแต่ละบุคคลอีกด้วย ส่วนผู้จัดการกองทุนก็ไม่ต้องเร่งลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นเพื่อทำผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายอีกต่อไป

ส่วนข้อเสียที่พอจะมองเห็นคือ บลจ.จะต้องลงทุนสร้างระบบที่มีความแม่นยำในการคำนวณผลตอบแทน และเตรียมขั้นตอนการขายคืนหน่วยลงทุนให้พร้อม ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูงกับระบบ แต่ถ้าเรามองไปที่ประโยชน์ของผู้ลงทุนและอุตสาหกรรมก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69