
“สมพล เอกธีรจิตต์” ผู้บริหาร ลีซ อิท
“สมพล เอกธีรจิตต์” เป็นกรรมการผู้จัดการคนแรกและคนเดียวของบริษัท ลีซ อิท (LIT) ผู้ให้บริการสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง) เช่าซื้อ และรับโอนสิทธิเรียกร้อง (แฟกตอริ่ง) โดยใช้เวลาเพียง 8 ปี ก็สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 25 มี.ค.นี้
“สมพล เอกธีรจิตต์” เป็นกรรมการผู้จัดการคนแรกและคนเดียวของบริษัท ลีซ อิท (LIT) ผู้ให้บริการสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง) เช่าซื้อ และรับโอนสิทธิเรียกร้อง (แฟกตอริ่ง) โดยใช้เวลาเพียง 8 ปี ก็สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 25 มี.ค.นี้
“สมพล” จบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (สาขาบัญชีต้นทุน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นการวิเคราะห์และควบคุมต้นทุน และยังศึกษาต่อปริญญาโทคณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจบบัญชีมาขนาดนี้ก็คงไม่ต้องการเป็นนักบริหารการเงินอาชีพ (Financial Controller) โดยเส้นทางเรียนลัดสำหรับเขาตอนนั้น คือ การต้องสอบเป็นผู้สอบบัญชีให้ได้ จากนั้นเริ่มต้นทำงานที่แรก คือ บริษัท สำนักงาน เอส จี วี ณ ถลาง ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับแนวหน้าของเมืองไทย
จากนั้นเขาตัดสินใจลาออกมาทำงานที่บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง ตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจแฟกตอริ่งของประเทศไทย งานนี้ทำให้เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้เริ่มเห็นจุดเริ่มต้นและความเป็นไปของธุรกิจนี้ ซึ่งตอนนั้นถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ให้ธุรกิจภาคเอกชนในตอนนั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจในธุรกิจนี้กันอย่างแพร่หลายเหมือนปัจจุบัน
ความยากสำหรับเขา คือ การต้องอธิบายในสิ่งที่ยากหรือที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่าย แรกเริ่มคนจะเข้าใจว่า แฟกตอริ่ง คือ แฟกตอรี่ หรือโรงงาน ก็ต้องใช้ความพยายามในการอธิบาย แต่ปัญหาตอนนั้น คือ ลูกค้ามีหนี้การค้าแต่กล้าและไม่ยอมขายหนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองกลายสถานะเป็นลูกหนี้ หรือไม่รู้ว่ามันสามารถโอนสิทธิเรียกร้องได้ หรือหนี้ทางการค้าสามารถขายได้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่บริษัท สำหรับเขาถือว่าตอนนั้นเป็นการปูทางที่ไม่ถูกจังหวะกับสภาพแวดล้อมเท่าไร
ระหว่างนั้น “สมพล” หันเหไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รับผิดชอบโปรเจกต์ทางการเงิน เพื่อดูแลเรื่องโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม แต่ก็ไม่อาจฝืนภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่จู่ๆ ก็ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้หนี้สกุลเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และโชคชะตาก็ทำให้เขามาร่วมงานกับบริษัท สหวิริยา คอมพิวเตอร์ จนมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเป็นเครือบริษัท เอสวีโอเอ (SVOA) และเขาก็อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงถ่ายฟื้นฟูกิจการตลอด 3 ปี และพอ SVOA อยู่ตัวได้สักพัก ก็ได้รับมอบหมายให้ดูเรื่องทางการเงินเพื่อรองรับให้กับทางกลุ่ม ต่อมาก็มีการจัดตั้งเป็น LIT ขึ้นมาโดยเฉพาะ เนื่องจากปกติธุรกิจไอทีนี้คู่ค้าส่วนใหญ่หาสินเชื่อได้ลำบาก
แต่วันนี้ถึงเวลาที่ LIT ต้องเติบโตด้วยตัวเองและมีความเกี่ยวข้องทางการเงินกับ SVOA ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จนปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จาก SVOA ไม่ถึง 1% พร้อมกับบริหารงานอย่างไรไม่ให้มีการขาดทุนตามที่รับมามากจากเจ้าของบริษัทให้ได้ ซึ่งการที่เขาเรียนบัญชี ผ่านงานทางการเงิน แฟกตอริ่ง ตั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบันจนถึงวันนี้เกือบ 30 ปีมาแล้ว เชื่อว่าประสบการณ์ที่มีอยู่ทำให้เห็นช่องว่างและโอกาสในการทำธุรกิจ ซึ่งในอนาคตพยายามจะรองรับการดูแลลูกค้าตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำไปยังปลายน้ำได้เลย และพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นภาครัฐและธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เพราะเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีการชะลอตัว
ตลอดการทำงานที่ผ่านมาผู้ชายคนนี้มีหลักการทำงานไม่กี่อย่าง คือ ทำให้สนุก สิ่งที่ทำให้เขาเรียนรู้และคิดว่าจะต้องทำให้ได้ คือ ต้องปูทางให้พนักงานรู้สึกว่ามีความรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัท อีกทั้งต้องทำให้ผู้ถือหุ้นผู้บริหารและพนักงาน ต้องรู้สึกวินวินทั้งสองฝ่าย เพราะทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร การทำงานที่จะทำให้เขาอยู่ด้วยใจเป็นสิ่งที่ยากที่สุด นั่นคือ เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราในทุกบทบาทที่บริษัทต้องเกี่ยวข้อง







