
เอสเอ็มอีแบงก์ขอ2.5พันล้านชดเชยหนี้เน่ารัฐ
เอสเอ็มอีแบงก์ ของบคลัง 2,500 ล้าน ชดเชยหนี้นโยบายรัฐ พร้อมเร่งลดหนี้เน่าเหลือ 2.5 หมื่นล้าน
เอสเอ็มอีแบงก์ ของบคลัง 2,500 ล้าน ชดเชยหนี้นโยบายรัฐ พร้อมเร่งลดหนี้เน่าเหลือ 2.5 หมื่นล้าน
น.ส.ปาริฉัตร เหล่าธีระศิริวงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ในปี 2557 ธนาคารเตรียมเสนอขอให้กระทรวงการคลังชดเชยความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อนโยบายภาครัฐ(พีเอสเอ) จำนวน 2,500 ล้านบาท ซึ่งมี 6 โครงการ เช่น สินเชื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัย และเหตุชุมนุมทางการเมืองที่เกิดจลาจล บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 รวมทั้งจะได้รับเงินเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาทจากคลังเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ตั้งเป้าแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ให้ลดลงเหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท จากยอดเดิมที่ 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2556 ที่ผ่านมา โดยจะตัดหนี้สูญที่ค้างชำระมานานกว่า 10 ปี เมื่อครั้งที่ยังเป็นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) จำนวน 2,000 ล้านบาท และขายหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) อีก 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากแผนการปรับแก้หนี้เสียดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของเอสเอ็มอีแบงก์ เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 8.6% หรือสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ระดับ 8.5% จากที่เคยติดลบอยู่ 0.95% เนื่องจากในขณะนั้น ธนาคารประสบปัญหามีหนี้เอ็นพีแอลในสัดส่วนสูงถึง 3.9 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังตั้งเป้าขยายสินเชื่อให้เพิ่มขึ้นอีก 5% หรือเพิ่มขึ้น 7,000 ล้านบาท สำหรับแผนการดำเนินงานในด้านสินเชื่อปี 2557 หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 1 แสนล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างในสิ้นปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 9.35 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นปล่อยกู้ผู้ประกอบการรายย่อยวงเงินรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 80% ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ทางเอสเอ็มอีแบงก์ยังเตรียมดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความสมดุลกันมากขึ้น โดยจะปรับโครงสร้างเงินฝากให้สัดส่วนของเงินฝากระยะยาวและเงินฝากระยะสั้น สมดุลกันที่ระดับ 50% เท่ากัน จากเดิมซึ่งสัดส่วนเงินฝากระยะยาวอยู่ที่ 80% และเงินฝากระยะสั้นที่ 10% ตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้มากขึ้น







