
กลุ่มท่องเที่ยวเท่ากับตลาด
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า แนวโน้มที่ดูเป็นบวกมากขึ้น หลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยุติการปิดถนนในกรุงเทพฯ และย้ายไปรวมกลุ่มกันที่เวทีสวนลุมพินีเพียงแห่งเดียว ก็ทำให้ผลกระทบต่อกลุ่มท่องเที่ยวลดลง
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า แนวโน้มที่ดูเป็นบวกมากขึ้น หลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยุติการปิดถนนในกรุงเทพฯ และย้ายไปรวมกลุ่มกันที่เวทีสวนลุมพินีเพียงแห่งเดียว ก็ทำให้ผลกระทบต่อกลุ่มท่องเที่ยวลดลง
ทั้งนี้ จากสัญญาณว่า อาจจะมีการบรรลุข้อตกลงซึ่งจะนำไปสู่การยุติการชุมนุมได้ จึงเริ่มมีมุมมองเป็นบวกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ประเด็นแรก เชื่อว่า ประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ ที่ได้ออกคำเตือนในการเดินทางมาประเทศไทยอาจจะยกเลิกการออกคำเตือนดังกล่าว หรืออย่างน้อยก็ลดระดับความเข้มข้นของคำเตือนลง ซึ่งน่าจะเพิ่มความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทย
ประเด็นที่สอง คือ โรงแรมที่อยู่ใกล้สถานที่ที่มีการชุมนุมก็จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงอีกต่อไป ได้แก่ โรงแรมสี่แห่งของ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) และอีกหนึ่งแห่งของบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL)
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน ม.ค. ก็ยังทรงตัว (ไม่ได้ลดลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ดังนั้น จึงยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)
ในขณะที่ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น ERW จากถือเป็นซื้อ และยังคงคำแนะนำถือ CENTEL
ทั้งนี้ จะรอให้การชุมนุมจบลงอย่างสมบูรณ์ก่อน จึงจะปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว แต่ในขณะนี้ยังคงให้น้ำหนักเท่ากับตลาดเอาไว้ก่อน ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังใช้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการปิดถนนในกรุงเทพฯ ในหลายๆ จุดที่สำคัญๆ ในช่วงเดือน ม.ค. แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยก็ยังอยู่ที่ 2.3 ล้านคน ซึ่งทรงตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปกติแล้วตัวเลขเดือน ม.ค.น่าจะโตได้ ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง
แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่มีหลายๆ ประเทศออกคำเตือนในการเดินทางมาที่ประเทศไทยในขณะที่รัฐบาลมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ และการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศที่อาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน ม.ค.ที่ทรงตัวนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทั้งนี้ อาจจะมองได้ว่า ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และนักท่องเที่ยวเริ่มที่จะชินแล้ว ในขณะที่การชุมนุมส่วนใหญ่ก็เป็นไปโดยสงบและไม่ได้เกิดการบาดเจ็บเสียชีวิต ตามปกติแล้วธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมักจะฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลา 23 เดือน หลังจากเกิดเหตุความวุ่นวายซึ่งทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลง
เหตุการณ์ใหญ่ครั้งล่าสุดคือภาวะน้ำท่วมใหญ่ในไตรมาส 4/2554 ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในเดือน ต.ค. และ พ.ย. แต่ก็กลับมาฟื้นตัวได้ในเดือน ธ.ค ในทำนองเดียวกัน การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในเดือน มี.ค. 2553 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงในเดือน เม.ย.-มิ.ย. (เหลือไม่ถึง 1 ล้านคนต่อเดือน) แต่ก็ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในเดือน ก.ค. ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน
AOT เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยวจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือน ม.ค.และเพิ่มขึ้น 9% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ต.ค.-ม.ค.) ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการทั้งปีที่ 10%
บล.เคจีไอ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่การชุมนุมประท้วงจบลงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การท่องเที่ยวมักจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านพ้นไป และ AOT จะเป็นหุ้นตัวแรกที่ได้รับประโยชน์จากการนี้
สำหรับจำนวนเที่ยวบินก็ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ทรงตัวที่ 17% ในเดือน ม.ค. และตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าการยกเลิกเที่ยวบินเกิดขึ้นไม่มากนัก สำหรับอัตรากำไรในปี 2557 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการให้ส่วนลดกับ LLC น้อยลงที่สนามบินดอนเมือง ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรจากการดำเนินธุรกิจหลักในปี 2557 จะโตได้ถึง 34%
MINT เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงแรมที่มีโมเดลธุรกิจที่กระจายตัวดีเมื่อเทียบกับหุ้นโรงแรมตัวอื่นๆ โดยสัดส่วนของรายได้จากโรงแรมในกรุงเทพฯ ของบริษัทอยู่ที่ 14% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรมทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ CENTEL อยู่ที่ 40% และ ERW อยู่ที่ 70% เมื่อการชุมนุมประท้วงจบลง คาดว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมของบริษัทในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 50% ในปัจจุบันเป็นประมาณ 70% ในขณะที่บริษัทไม่ได้ปรับลดอัตราค่าห้องพักลง สำหรับธุรกิจโรงแรม เราคิดว่า รายได้จากค่าห้อพัก ปี 2557 น่าจะโตได้ในอัตราสองหลักที่ 11% จาก 10% ในปี 2556 และคาดว่ากำไรจากการดำเนินธุรกิจหลักของ MINT จะโตได้ถึง 23% ในปี 2557และ ERW น่าจะฟื้นตัว







