
เทียบฟอร์มคู่แข่งยางกางยุทธศาสตร์ไทยรั้งแชมป์
โดย..ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย..ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตยางพารามากที่สุดในโลก และมีคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียไล่หลังมาติดๆ โดยเฉพาะมาเลเซียที่ได้ประกาศยุทธศาสตร์จะช่วงชิงการเป็นผู้นำตลาดยางพาราจากไทย
อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบอุตสาหกรรมยางพารา โดยเริ่มจากพื้นที่เพาะปลูกในปี 2555 ซึ่งอินโดนีเซียปลูกยางพารา 26 ล้านไร่ ไทย 19.7 ล้านไร่ และมาเลเซีย 6.5 ล้านไร่ แต่ไทยมีผลผลิตมากถึง 3.8 ล้านตันต่อปี อินโดนีเซีย 2.75 ล้านตันต่อปี และมาเลเซียอยู่ที่ 9 แสนตันต่อปี
แต่ผลผลิตยางพาราที่มีสูงของไทยมีส่วนกดให้ราคายางพาราตกต่ำลง เนื่องจากไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณการใช้ยางในประเทศที่มีเพียง 5 แสนตัน หรือคิดเป็น 13% ของผลผลิตทั้งหมด ขณะที่เหลือจะต้องส่งออก ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยง หากไทยถูกปฏิเสธการซื้อจากตลาดโลก ดังนั้น ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศจาก 13% เป็น 20% หรือจาก 5 แสนตัน เป็น 8 แสนตันต่อปี
เมื่อมองในเรื่องของการส่งออกของ 3 ชาติ พบว่า ไทยครองแชมป์ส่งออกน้ำยางข้นปริมาณ 9 แสนล้านตัน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับยางแผ่นรมควันที่รั้งอันดับ 1 ด้วยปริมาณการส่งออก 6.6 แสนตัน มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ส่วนอินโดนีเซียเป็นแชมป์ส่งออกยางแท่ง แต่ด้านการแปรรูปยางพารา ต้องยอมรับว่า มาเลเซียคือผู้ผลิตถุงมือยางเบอร์ 1 ของโลก ส่วนไทยเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยางล้อ
อัทธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อินโดนีเซียตั้งเป้าจะเพิ่มผลผลิตยางพาราเป็น 3.5 ล้านตันในปี 2558 และคาดว่าในปี 2563 จะเป็นประเทศที่มีพื้นที่ปลูกยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนเป้าหมายของไทยนั้น ที่ผ่านมามีการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราถึง 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราอย่างครบวงจร (พ.ศ. 25422546) ฉบับที่ 2 แผนการปรับโครงสร้างยางและผลิตภัณฑ์ยาง (พ.ศ.25492551) และฉบับที่ 3 ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพารา (พ.ศ. 25522556) ซึ่งจากยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ฉบับ ประเด็นที่ไทยประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ การขยายพื้นที่ปลูกยางพารา จนทำให้พื้นที่ปลูกและปัญหายางพาราไม่จำกัดเฉพาะเกษตรกรภาคใต้อีกต่อไป แต่กลับเป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ ด้วยมีพื้นที่ปลูกยางทุกภูมิภาคเพิ่มจาก 11.5 ล้านไร่ ในปี 2541 เป็น 12.62 ล้านไร่ ในปี 2546 ขณะที่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่กลับล้มเหลว โดยผลิตได้เพียง 255 กก./ไร่ จากเป้าหมาย 300 กก./ไร่
สำหรับในอนาคตนั้น อัทธ์ แนะนำว่า ไทยไม่ควรเพิ่มพื้นที่ปลูกยางพาราอีก พร้อมเสนอให้จัดทำพื้นที่เขตเศรษฐกิจเกษตร (โซนนิ่งเกษตร) สนับสนุนลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปขนาดกลางเพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจในการลงทุน เช่น ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพารา เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างอำนาจต่อรองและกำหนดราคา
ขณะเดียวกัน ยังจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำของยางพารา และอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางพาราอีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ ภาครัฐต้องปล่อยให้ราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดโดยไม่แทรกแซง แต่ควรส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำและการสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาและการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราแบบครบวงจร รวมทั้งต้องหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น ตลาดประเทศกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน)
ด้าน อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย เห็นว่าหากต้องการปั้นไทยเป็นฮับยางพาราของภูมิภาคจะต้องพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิต เพื่อดันราคายางให้สูงขึ้น
“เชื่อว่าสถานการณ์ยางพาราในอนาคตดีอยู่ ตลาดจะขยายตัวตามความต้องการของผู้บริโภค ผมยังเชื่อมั่นว่ามาเลเซียจะไม่สามารถแซงไทยขึ้นเป็นเบอร์ 1 ได้ในอนาคตอันใกล้นี้”
สุดท้าย ไทยจะเป็นศูนย์กลางยางพาราได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะสามารถบริหารงานตามแผนยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องด้วย







