
ฝันชาวเวียด
เป็นธรรมดาที่เวลาไปดูงานต่างประเทศ จะต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว และกรุ๊ปทัวร์จากไทยจำนวนไม่น้อยจะใช้บริการนักศึกษาไทยในต่างแดน แต่ในเวียดนามกลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่จะเป็นไกด์ชาวเวียดนามที่เคยมาเรียนเมืองไทย อย่างเช่น ฝ่าม กวาง ถิ่น หรือ หรรษา
เป็นธรรมดาที่เวลาไปดูงานต่างประเทศ จะต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว และกรุ๊ปทัวร์จากไทยจำนวนไม่น้อยจะใช้บริการนักศึกษาไทยในต่างแดน แต่ในเวียดนามกลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่จะเป็นไกด์ชาวเวียดนามที่เคยมาเรียนเมืองไทย อย่างเช่น ฝ่าม กวาง ถิ่น หรือ หรรษา
ไกด์หนุ่มเริ่มแนะนำตัวกับคณะทัวร์เป็นภาษาเวียดนามว่า “ซิน จ่าว” ก่อนจะพูดเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “สวัสดีครับ” จนลูกค้าต้องตะโกนถามว่า ทำไมพูดภาษาไทยชัดจัง
นี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ถิ่นเล่าถึงชีวิตของตัวเอง เขาบอกว่า ตนเองเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนของรัฐบาลเวียดนามรุ่นแรกจำนวน 13 คน ที่ได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีในประเทศกลุ่มอาเซียนบวกสาม โดยเขาเลือกมาเรียนที่เมืองไทย
“ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยรวม 7 ปี เรียนปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีก่อสร้างที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และปริญญาโทบริหารงานก่อสร้าง ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี”
ส่วนเหตุผลที่เขาตัดสินใจเลือกประเทศไทย เพราะในอนาคต เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน และเปรียบเทียบ 5 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะเป็น ศูนย์กลางการศึกษาได้ดีที่สุดในเวลานี้ รวมทั้งยังเป็นประเทศที่มีโอกาสเข้าไปหางานทำได้มากกว่าหางานในเวียดนาม แถมยังมีรายได้ดีกว่าหลายเท่า เพราะเงินเดือนเริ่มต้นของคนที่จบปริญญาตรีในไทยสูง ถึง 1.5 หมื่นบาท แต่ในเวียดนามแค่ 1.2 ล้านด่อง หรือ 2,000 บาทเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศในฝันของเด็กเวียดนามที่อยากจะไปอยู่อาศัยและขอสัญชาติ เพราะสามารถใช้ต่อยอดเดินทางเข้าไปหางานทำในประเทศเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาได้ง่ายกว่าการถือสัญชาติเวียดนามเข้าไป
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นว่า คนเวียดนามทั้งพ่อค้าและ แม่ค้าที่ขายของอยู่ตามตลาดต่างๆ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาเวียดนาม จะสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ เพราะมีมหาวิทยาลัยในบางเมืองของเวียดนามกลางและใต้ เช่น โฮจิมินห์ ดานัง และเว้ และกว่างสี เปิดสอนภาษาไทย และได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวเวียดนาม
เมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจดาวรุ่งในเวียดนาม ไกด์หนุ่มชี้ว่า คือธุรกิจที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ทั้งหมด โดยเฉพาะร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เพราะคนเวียดนามนิยมใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ส่วนจะมากแค่ไหน ลองคิดดูว่า เวียดนามมีประชากรทั้งหมด 90 ล้านคน มีคนใช้รถจักรยายนต์มากถึง 60 ล้านคนเลยทีเดียว
ธุรกิจที่สองที่มีโอกาส คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง เพราะเวียดนามกำลังพัฒนา ขยับขยายเมือง ทำให้มีการลงทุนจากทุนต่างชาติเข้ามาอย่างมาก จึงทำให้มีการก่อสร้างตึก อาคารใหม่ให้เห็นต่อเนื่อง
“ผมยังคิดอยู่เลยว่า อยากจะทำธุรกิจส่วนตัวเพิ่มอีกอย่าง คือ เปิดร้านประดับยนต์สำหรับรถจักรยานยนต์ เพราะตอนนี้คนเวียดนามเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น และวัฒนธรรมคนเวียดนามส่วนใหญ่จะนิยมใช้รถจักรยานยนต์และจะใช้ยาวไปจนกว่ารถคันนั้นจะพังไปเลย จึงคิดว่าน่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้มากกว่าธุรกิจร้านอาหารไทยอีสานที่ผมเปิดอยู่”
เห็นความคิดของไกด์หนุ่มคนนี้แล้วคงเป็น ภาพสะท้อนได้เป็นอย่าง ดีว่า หากเด็กไทยไม่กระตือรือร้นที่ปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันที่จะรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน เมื่อถึงวัน นั้น เด็กไทยอาจ จะไม่มีที่ยืนในตลาดแรงงาน (ในประเทศ) ก็เป็นได้







