
บูมกิจการเพื่อสังคมคู่ทุนนิยมนำภูมิภาคยั่งยืน
ภายใต้ยุค “ทุนนิยม” ที่ประเทศต่างๆ พยายามรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ภายใต้ยุค “ทุนนิยม” ที่ประเทศต่างๆ พยายามรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ผู้มีโอกาสผู้ด้อยโอกาส กลับมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ หนทางแก้ที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหนทางหนึ่ง คือ การให้ภาคเอกชนหันมาเป็นผู้แก้ปัญหาเอง เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม หรือเอสอี
รอยสตัน บรากันซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรามีน แคพิทัล อินเดีย เปิดประเด็นบนเวที Asian Social Investment Forum จัดโดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ว่า เมื่อผู้ประกอบการทำธุรกิจไปถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่มักเกิดขึ้น คือ ผู้ประกอบการมักเลือกใส่ใจแต่เรื่องเชิงพาณิชย์ จนลืมไปว่าต้องใส่ใจเรื่องอื่นๆ ด้วย
“เวลาทำธุรกิจจริงๆ ต้องมีหลายมิติ ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงเพื่อสังคม แต่เมื่อมิติเชิงพาณิชย์สวยมากๆ เรื่องที่ต้องทำเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม ก็ถูกลืม เราต้องหันกลับมามองใหม่ให้ครบทุกมิติ”
สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการยุคใหม่ในเอเชียและอาเซียน คือ แรงจูงใจในการช่วยเหลือสังคมจริงๆ คนในแวดวงธุรกิจจำนวนหนึ่งไม่เคยรู้เลยว่าคนยากจนใช้ชีวิตกันอย่างไร ลำบากแค่ไหน ดังนั้น ต้องพาคนกลุ่มดังกล่าวออกไปดูพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดแรงจูงใจต่อยอดธุรกิจเพื่อสังคม พัฒนาความเป็นอยู่ของคนร่วมสังคมให้ดีขึ้น
ขณะที่ โรมี่ คายาดิ จากสมาคมผู้ประกอบการเพื่อสังคมอินโดนีเซีย เล่าว่า ในอินโดนีเซียเอง ไม่ใช่ว่ายังไม่มีใครสนใจทำกิจการเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มต่างๆ แต่ปัญหาคือกลุ่มที่มีความพร้อม เช่น สถาบันการเงิน นักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ ยังไม่ได้ปรับ “มุมคิด” เกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคม ส่วนหนึ่งมองว่าการลงทุนไม่มีแรงจูงใจ และอาจไม่คุ้มค่า สุดท้ายผู้ที่จะทำกิจการเพื่อสังคมจึงขาดงบประมาณและเครื่องมือในการดำเนินการ
“แต่ละประเทศต้องมีโมเดลใหม่ๆ เช่น กองทุนท้องถิ่นที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้สนใจในกิจการเพื่อสังคม”
โรมี่ เสริมว่า ในอินโดนีเซียมีกฎหมายใหม่ เปิดให้นักลงทุนร่วมลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกิจการเพื่อสังคมได้ด้วย เพื่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการที่สนใจช่วยเหลือสังคมและกลุ่มผู้สนับสนุน
ส่วน แอชลี่ ลูอิส จากแอลจีที เวนเจอร์ ฟิลานโทรฟี ซึ่งให้ความช่วยเหลือกิจการเพื่อสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน บอกว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมนั้น ประเด็นหลักอยู่ที่ความช่วยเหลือด้านการเงิน เพราะผู้ประกอบการอาจขาดแคลนงบประมาณในการเริ่มต้น ขณะเดียวกัน ต้องเข้าไปให้ความรู้หรือโนว์ฮาวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆ ด้วย เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้
ด้าน บดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บอกว่า เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (ซีเอสอาร์) ตลอดจนเรื่องกิจการเพื่อสังคม ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับไทยและอาจใหม่สำหรับอาเซียนและทั่วโลกด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะนี้ของไทย มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2550 ตลท.ได้ตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคมขึ้น และต่อมาก็ได้สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์ รีพอร์ต) ด้วย ในอนาคตก็อาจมีการสนับสนุนให้ทำรายงานกิจการเพื่อสังคมออกมาในแต่ละปีเพิ่มเติม
สำหรับแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาทำกิจการเพื่อสังคมนั้น เขาบอกว่า ตลท.ได้กำหนดดัชนีความยั่งยืน (เอสไอ) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลต่างๆ ซึ่งบริษัทสามารถนำไปใช้อ้างอิงเวลาประกอบธุรกิจได้ด้วย
“ใช้ทุนนิยมนี่แหละในการจัดการปัญหาของสังคม หากบอกผู้ประกอบการทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แบบนี้ น่าจะจูงใจให้เขามาทำกิจการเพื่อสังคมได้ง่ายกว่า”







