
กสิกรหั่นจีดีพีปีนี้2%
เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัววูบไทยพาณิชย์ฟันธงโตต่ำกว่าปีก่อน
เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัววูบไทยพาณิชย์ฟันธงโตต่ำกว่าปีก่อน
“กสิกรฯไทยพาณิชย์” ชี้จีดีพีไตรมาสแรกทรุด หวั่นพิษการเมืองลากยาว ฉุดทั้งปีโตเหลือ 22.4%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 3% ขณะที่ครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้เล็กน้อย 0.31.2% แม้ว่าไตรมาสแรกมีแนวโน้มจะหดตัวถึง 2% ก็ตาม จากการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ภาคส่งออกที่จะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2 จะช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีได้
“ปัจจัยการเมืองเริ่มมีสัญญาณบวกให้เห็นบ้าง เช่น การคืนพื้นผิวจราจรของกลุ่ม กปปส. จะช่วยค้าปลีกและธุรกิจในพื้นที่ชุมนุม ยังมีท่าทีการเจรจาของทั้งสองฝ่ายและความเป็นไปได้ในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะช่วยภาคท่องเที่ยว ขณะที่ส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ 5%” นายเชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ดี มี 3 เหตุการณ์สำคัญที่อาจมีผลต่อการปรับประมาณการในระยะต่อไป คือ 1.หากไม่มีสัญญาณการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือน เม.ย. อาจเกิดสุญญากาศด้านงบประมาณในปีถัดไป 2.การส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐไม่ขยายตัวภายในไตรมาสแรก และ 3.สถานการณ์ภัยแล้งในไทยและต่างประเทศจะมีผลให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นซ้ำเติมกำลังซื้อผู้บริโภค
“หากความขัดแย้งทางการเมืองลากยาวเกินครึ่งปีแรก โดยไม่มีรัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ มีโอกาสที่ศูนย์วิจัยฯ จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2% และหากการส่งออกแย่กว่าที่คาดไว้ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เช่นกัน” นายเชาว์ กล่าว
ศูนย์วิจัยฯ ยังมองว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 12 มี.ค.นี้ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% เนื่องจากเงินเฟ้อใกล้เคียงกับดอกเบี้ยในปัจจุบัน และการลดดอกเบี้ยคงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากจากการที่สถาบันการเงินชะลอปล่อยสินเชื่อ
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ประเมินว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.4% โดยไตรมาส 1 และ 2 จะโตเพียง 0.1% และ 0.4% ตามลำดับ โดยความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงสำคัญ ทำให้ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานอย่างเต็มที่ไปจนถึงต้นไตรมาส 3 ปีนี้จึงมีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ก่อนที่โต 2.9% แม้ส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ดีราว 5%
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่น เช่น การบริโภค ที่จะขยายตัวได้ราว 0.8% เท่านั้น เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 25% มีแนวโน้มขยายตัวเหลือเพียง 10% กระทบต่อ รายได้ของแรงงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ค้าส่งและค้าปลีก รวมทั้งได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ที่ลดลงราว 40% ในครึ่งปีแรก
อีไอซี ยังประเมินว่า การลงทุนปีนี้จะเติบโต 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอการลงทุนไปจนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความชัดเจนมากขึ้น







