
เวียดนามกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจขณะที่ไทยยังทะเลาะกันไม่เลิก
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังมีการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ อันที่จริงเวียดนามได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไปเมื่อ 27 ปีก่อนที่เรียกว่า นโยบาย “DOI MOI”
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังมีการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ อันที่จริงเวียดนามได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไปเมื่อ 27 ปีก่อนที่เรียกว่า นโยบาย “DOI MOI”
นี่เป็นการเปิดให้มีการลงทุนในประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก จนกลายเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และประมง โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ซึ่งเวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้แต่ประเทศจีน สินค้าส่งออกหลายรายการยังยอมยกธงขาวให้เวียดนาม เนื่องจากต้นทุนการผลิตของจีนโดยเฉพาะค่าแรง สูงกว่าเวียดนาม ซึ่งค่าแรงงานขั้นต่ำในเมืองใหญ่ๆ ของเวียดนามเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของค่าจ้างแรงงานไทย
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามเริ่มมีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2554 และดำเนินการอย่างจริงจังในปี 2556 เน้นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติอย่างจริงจัง ทั้งเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ โดยอาศัยจากการที่ไทยประสบวิกฤตการเมืองในประเทศ โดยรัฐบาลเวียดนามกระจายอำนาจให้จังหวัดต่างๆ สามารถกำหนดเงื่อนไขการลงทุนได้เอง ส่งผลให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนมากกว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ทั้งอุตสาหกรรมพลังงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยนักลงทุนหลัก เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน
บริษัทขนาดใหญ่ของไทยก็เข้าไปลงทุน เช่น ปตท. ซีพี เอสซีจี สามแม่ครัว อมตะ ฯลฯ ก็เข้าไปลงทุนในเวียดนามด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูงมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่ามูลค่าการลงทุนของต่างชาติในเวียดนามปีที่ผ่านมาสูงกว่าไทยมาก จนทำให้ปัจจุบันมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และอัตราแลกเปลี่ยนเงิน “ด่อง” กลับมามีเสถียรภาพ
ด้านการปฏิรูปการท่องเที่ยว เวียดนามใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบและหวังว่าในอีก 5 ปี จะแซงไทย โดยมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เช่น ที่เมืองดาลัดซึ่งอยู่ทางภาคใต้ค่อนไปทางภาคกลาง เป็นเมืองที่อยู่บนที่สูงอากาศเย็นสบาย ก็ต้องการพัฒนาให้เป็นแบบเชียงใหม่
ขณะที่เมืองดานัง เมืองวุงเต่า เมืองนาตรัง พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะเมืองฟานเที้ยบ กำลังพัฒนาโดยใช้เมืองพัทยาเป็นต้นแบบ ที่น่าสนใจทางรัฐบาลกลางเวียดนาม วางการพัฒนาทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ด้วยการวางโซนนิ่งพื้นที่ค่อนข้างชัดเจน โดยภาคใต้ใช้เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งปลูกข้าวหลักของประเทศ เนื่องจากดินและน้ำดีสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 3 รอบ ซึ่งเวียดนามให้ความสำคัญกับข้าวในระดับสูงสุด และจะไม่ยอมคืนแชมป์ให้กับไทยอย่างแน่นอน ด้านอุตสาหกรรมก็ให้ความสำคัญด้านการแปรรูปเกษตรประมง
พื้นที่ภาคเหนือเน้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ส่วนภาคกลางจะให้ความสำคัญด้านการปลูกยางและอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา ด้านการท่องเที่ยวจะเน้นเมืองดานังเป็นศูนย์กลาง เพราะสามารถเชื่อมโยงกับประเทศไทยทางถนนได้ และจะพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวในลักษณะที่เป็นกาสิโนซิตี้
ที่กล่าวข้างต้นเป็นบางส่วนของแผนพัฒนาของเวียดนาม ซึ่งเขากำหนดเป็นแผนชัดเจนด้านปฏิรูปโครงสร้างและด้านเศรษฐกิจ และมองผ่านข้ามเออีซี (AEC) ไปสู่การลงนามซึ่งผมก็ใช่ว่าจะเห็นดีเห็นพ้องไปเสียทุกเรื่อง เพราะข้อจำกัดของเวียดนามก็มีมากโดยเฉพาะปัญหาด้านการพัฒนา “คน” และความเป็นสังคมนิยม ในขณะที่ไทยหยุดแต่เวียดนามกำลังวิ่งโดยมีข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า TPP ซึ่งจะทำให้สินค้าของเวียดนามส่งออกไปสหรัฐด้วยภาษีศูนย์
เมื่อกลับมาย้อนดูประเทศไทยกลับว่าเมื่อใดจะมีรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศเสียที ขณะที่ภาคเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง อันเป็นสภาวะจากการเมืองติดหล่มและฉุดเศรษฐกิจให้ไปติดกับการเมือง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะหลุดออกจากกับดักนี้ได้ เห็นอย่างนี้แล้วก็น่าเป็นห่วงจริงๆ นะครับ n
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







