
ห่วงเพื่อนบ้านแย่งนักเที่ยว
การเมืองไม่จบทุบธุรกิจทัวร์อินบาวด์แนะผู้ประกอบการไทยผนึกกำลัง
การเมืองไม่จบทุบธุรกิจทัวร์อินบาวด์แนะผู้ประกอบการไทยผนึกกำลัง
การเมืองพ่นพิษ ทัวร์อินบาวด์ยอดวูบ หวั่นเพื่อนบ้านแย่งตลาด แนะผู้ประกอบการรวมกลุ่มเสริมแกร่ง
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้า(อินบาวด์) น่าเป็นห่วง เมื่อดูจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.23 ก.พ. 2557 อยู่ที่ 5.15 แสนคน ลดลง 30.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะตลาดจีนลดลงมากถึง 61.06% ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในไทยเป็นหลัก
ขณะนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินบาวด์ส่วนมากเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้ที่หดหายไป5070% จึงต้องพยายามประคองตัวกันไปก่อน ทั้งหยุดกิจการชั่วคราวและปรับตัวไปทำธุรกิจอื่นๆ เช่น ขายสินค้าต่างๆ เพราะรายได้ไม่ครอบคลุมต้นทุน และพยายามรักษาพนักงานเอาไว้ ซึ่งน่าจะพอรับได้อีก 23 เดือน แต่หากความขัดแย้งยาวนานกว่านั้นก็คงต้องลดพนักงาน
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวไทยยังได้รับผลกระทบจากการที่ตัวแทนจำหน่ายต่างชาติเริ่มปรับแผนการขาย หลังจากงดขายการท่องเที่ยวมาไทยเนื่องจากเหตุการณ์การเมือง โดยหันไปเน้นขายตรงเที่ยวมาเลเซียมากขึ้น จากเดิมที่ขายพ่วงกับไทย รวมถึงขายการท่องเที่ยวไปเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น บาหลีในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานๆ ก็จะไม่ส่งผลดีกับการท่องเที่ยวไทย
“หลายคนบอกว่า ปมขัดแย้งในไทยอาจทำให้การท่องเที่ยวในอาเซียนสะดุดไปด้วย เพราะไทยเป็นฮับด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค แต่อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านกำลังขยายตัวมาก และอาจจะมากขึ้นเมื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ดังนั้น ก็ไม่แน่ว่าประเทศเพื่อนบ้านอาจจะได้รับประโยชน์จากการที่ไทยไม่พ้นบ่วงการเมือง” นายศิษฎิวัชร กล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาคมมีแผนจะทำโรดโชว์เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาไทย ซึ่งจะเน้นตลาดเอเชียที่เป็นตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งนักท่องเที่ยวในตลาดเหล่านี้ลดลงมาก เพราะเดินทางมาในลักษณะกลุ่มทัวร์
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอินบาวด์ของไทยควรปรับตัวมาใช้วิธีรวมกลุ่มธุรกิจ (Consortium) จากที่ก่อนหน้านี้มีแต่กลุ่มทัวร์ขาออก (เอาต์บาวด์) ที่ทำลักษณะนี้ เพราะเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็มีความจำเป็นที่ต้องทำ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งจะมีช่องทางทำอะไรได้มากขึ้น แทนที่จะต่างคนต่างทำ แต่ความเป็นไปได้น่าจะเป็นบริษัทขนาดกลางและเล็กรวมตัวกันมากกว่า ขณะที่บริษัทใหญ่มีความพร้อมทำอะไรได้เองอยู่แล้ว และมักถูกระแวงจากบริษัทเล็กกว่า ยิ่งขณะนี้มีบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เข้ามาทำธุรกิจในไทยกว่า 10 แห่ง ก็อาจคุมตลาดได้และกระทบต่อบริษัทท่องเที่ยวไทย







