posttoday
ไทยกับยางพารา

ไทยกับยางพารา

26 กุมภาพันธ์ 2557

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถทำรายได้จากส่งออกให้กับประเทศปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท จึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก และสามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถทำรายได้จากส่งออกให้กับประเทศปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท จึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก และสามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร

ในปี 2555 ประเทศผู้ผลิตยางใหญ่ของโลก 3 ประเทศ ประกอบไปด้วย ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพารามากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินโดนีเซีย แต่ไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตยางพารามากที่สุดในโลก

สำหรับประเทศที่มีความต้องการยางอันดับต้นๆ ของโลกประกอบไปด้วย จีน สภาพยุโรป อินเดีย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จากข้อมูลของ International Rubber Study Group (IRSG) พบว่าในปีเดียวกัน จีนมีความต้องการยางมากถึงร้อยละ 34 ของการบริโภคยางโลก จีนยังนับว่าเป็นตลาดส่งออกยางหลักของไทยด้วย

ในปี 2556 ราคายางมีการปรับตัวลดลง เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจโลก อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อทั้งเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทยโดยรวม การลดลงของราคายางทำให้ประชาชนในหลายจังหวัดภาคใต้ออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แก้ไขปัญหานี้ และการชุมนุมยังแพร่ขยายไปจังหวัดอื่นๆ ที่ปลูกยางพารา ทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ต่างมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นเดียวกัน

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายรับจำนำข้าว เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราจึงต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายางพาราที่กิโลกรัมละ 100-200 บาท แต่กระนั้นก็ตาม รัฐบาลให้การช่วยเหลือได้เพียงกิโลกรัมละ 90 บาท

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคายาง คือ ราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ เมื่อราคายางสูงขึ้น หลายประเทศหันมาปลูกยางพารา ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา หรือจีน จีนได้มีการเร่งพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ยางพารา เพื่อให้สามารถปลูกในพื้นที่สูงและอากาศหนาวเย็นได้ ปัจจุบันในมณฑลยูนนาน แคว้นสิบสองปันนาของจีน มีการปลูกยางพาราถึง 6.8 ล้านไร่ เมื่อจีนผู้นำเข้ายางอันดับแรกของไทยหันมาปลูกยางพารา นับว่าน่าเป็นห่วงมากสำหรับไทยที่อาจต้องสูญเสียตลาดส่งออกหลักในอนาคตอันใกล้ และประเทศต่างๆ ที่หันมาปลูกยางพารา จึงนับได้ว่าคู่แข่งของไทยมีเพิ่มขึ้น

แม้ไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางพาราได้เป็นอันดับแรกๆ ของโลก แต่กระนั้นก็ตาม ไทยไม่สามารถที่จะกำหนดราคายาง ต่างจากกลุ่มประเทศโอเปก อันประกอบไปด้วย อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดิอาระเบีย เวเนซุเอลา กาตาร์ อินโดนีเซีย ลิเบียสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย และแองโกลา ที่ตั้งขึ้นเพื่อประสานงานและสร้างเอกภาพด้านนโยบายน้ำมันระหว่างประเทศสมาชิก มุ่งรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน เพื่อรักษาระดับราคาให้เป็นธรรม และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และทำการจัดหาน้ำมันให้กับประเทศที่มีความต้องการน้ำมัน โอเปกจึงเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลสูงมาก ทั้งระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะมนุษย์มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานที่ได้มาจากน้ำมัน ทำให้กลุ่มโอเปกได้มาซึ่งอำนาจในการประกาศเพิ่มราคาน้ำมัน

ในปี 2558 อันเป็นปีที่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเสร็จสมบูรณ์ รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมให้ไทยและประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่มีผลผลิตยางเพื่อส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ให้สามารถรวมตัวกันเพื่อกำหนดราคายางได้ ผลผลิตยางของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียรวมกัน คิดเป็นปริมาณยางในโลกถึงร้อยละ 70 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะมาจากไทย ย่อมน่าจะทำให้อำนาจการกำหนดราคาเป็นไปด้วยดี

นอกจากนี้ หากการรวมตัวกำหนดราคายางโลกเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มศักยภาพให้สมาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีอำนาจในการเจรจาต่อรองเวทีการค้าอื่นๆ ของโลกเพิ่มขึ้นด้วย ที่ผ่านมาเป็นปัญหาอาจเป็นเพราะยางพาราเป็นพืชที่ปลูกมากในภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก