posttoday
เศรษฐกิจในประเทศน่าเป็นห่วงกว่าที่เห็น

เศรษฐกิจในประเทศน่าเป็นห่วงกว่าที่เห็น

18 กุมภาพันธ์ 2557

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วที่ สศช.ระบุว่า ขยายตัว 0.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หากดูเผินๆ อาจพูดได้ว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ เพราะจากตัวเลขที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่า นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวเพียง 0.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่หากดูในองค์ประกอบจะพบว่าการขยายตัว 0.6% นั้น ทั้งหมดแทบจะมาจากการสะสมสต๊อกของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวเปลือก ในขณะที่เครื่องจักรตัวอื่นลดลงต่ำกว่าคาดมาก โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ทรุดลงอย่างน่าเป็นห่วง หากดูแหล่งที่มาของการขยายตัว 0.6% นั้น (Contribution to GDP Growth) เป็นผลจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหดตัวถึง 2.3% หดตัวมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และหากตัดเรื่องการสะสมสต๊อกออกไป เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจะหดตัว 1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วที่ สศช.ระบุว่า ขยายตัว 0.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หากดูเผินๆ อาจพูดได้ว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ เพราะจากตัวเลขที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่า นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวเพียง 0.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่หากดูในองค์ประกอบจะพบว่าการขยายตัว 0.6% นั้น ทั้งหมดแทบจะมาจากการสะสมสต๊อกของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวเปลือก ในขณะที่เครื่องจักรตัวอื่นลดลงต่ำกว่าคาดมาก โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ทรุดลงอย่างน่าเป็นห่วง หากดูแหล่งที่มาของการขยายตัว 0.6% นั้น (Contribution to GDP Growth) เป็นผลจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหดตัวถึง 2.3% หดตัวมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และหากตัดเรื่องการสะสมสต๊อกออกไป เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจะหดตัว 1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นวานนี้กลับปรับขึ้นถึง 1.6% แรงสุดในเอเชีย สวนทางเศรษฐกิจ แต่สอดคล้องกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. แม้ว่าภาพตลาดหุ้นในทางเทคนิคจะดูดีขึ้นและดูน่าจะไปต่อได้ถึงประมาณ 1,3401,350 จุด แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าจะกลับไปเป็นขาขึ้นและกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมได้อย่างไรและด้วยกลุ่มไหน ตราบใดที่สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังไม่มีทางออก ส่งผลให้การคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ ภาพของตลาดหุ้นแบบนี้อาจเปิดโอกาสให้เก็งกำไรกันได้บ้าง แต่ขอให้เก็งกำไรอย่างระมัดระวังและมีวินัย

จากภาพของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนว่า ธุรกิจที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าธุรกิจอื่นโดยเฉพาะในครึ่งแรกของปีนี้ที่การเมืองไทยยังอยู่ในสุญญากาศ คือ ภาคการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหารส่งออก หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ของเราได้สอบถามผู้ประกอบการหลายแห่งในหลายอุตสาหกรรม ถึงภาวะการขาย คำสั่งซื้อของลูกค้า และอุปสงค์ในตลาดตั้งแต่ต้นปีนี้ ผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดในประเทศต่างพูดตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า “เหนื่อย” ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ดังนั้น การลงทุนในครึ่งแรกของปีนี้ยังคงเหมือนเดิม คือ เน้นไปที่กลุ่มอาหารส่งออก (CPF, TUF) และอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA) ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะรอซื้อ มากกว่าจะไล่ซื้อ

ส่วนผลประกอบการที่เริ่มทยอยประกาศออกมาส่วนใหญ่ต่ำกว่าคาด และทำให้นักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณลงอีกครั้ง ล่าสุดเมื่ออิงตัวเลขจาก Bloomberg พบว่า กำไรต่อหุ้นของตลาดในปีนี้ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันอยู่ที่ 107.80 บาท ดัชนีปิดวานนี้ที่ 1,332 จุด คิดเป็น PE 12.3 เท่า ไม่ถูกและไม่แพง หมายความว่า หากต้องการจะลงทุน ไม่ต้องรีบร้อนซื้อ แต่ถ้าจะเก็งกำไร ยังพอมีโอกาส สำหรับบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าที่เราคาดอย่างน่าประทับใจมี AOT และ STEC ทั้งที่เป็นธุรกิจที่อ่อนไหวมากกับการเมือง แต่ความสามารถในการทำกำไรในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนถึงความสามารถในการเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย เราให้คำแนะนำเป็นซื้อทั้งสองหลักทรัพย์ โดยประเมินราคาพื้นฐานในปีนี้ที่ 210 บาทสำหรับ AOT และ 21 บาทสำหรับ STEC (ปรับลงจากเดิม 30 บาท)

สำหรับท่านที่รักการเก็งกำไร วันพุธนี้ (19 ก.พ.) มีประเด็นเรื่องการพิจารณาของศาลแพ่งในคดีขอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้ได้ลุ้นกัน เพราะหากมีการยกเลิกจริง กลุ่มที่ได้ประโยชน์กว่าใครจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (โรงแรม สนามบิน โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าชาวต่างชาติ) เพราะเป็นกลุ่มที่ปรับลงเป็นกลุ่มแรกและแรงสุดในวันที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว และอาจได้เห็นนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อบ้าง (ต่างชาติเริ่มขายตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว)

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง