posttoday
พัฒนาองค์กรท้องถิ่นทางออกประเทศไทย

พัฒนาองค์กรท้องถิ่นทางออกประเทศไทย

11 พฤษภาคม 2553

....ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ

แม้ว่าจากปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จะส่งผลให้คนไทยเป็นจำนวนมากกำลังรู้สึกหดหู่ หมดหวัง และท้อถอย กับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น เพราะยังมองไม่เห็นทางออกที่สดใสใดๆ แต่ทว่าในท่ามกลางวิกฤตนี้ผมกลับมองเห็นโอกาสบางอย่าง เป็นโอกาสที่อยากจะชวนทุกคนมาช่วยกันมอง ช่วยกันพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ นั่นคือการหันกลับมามุ่งเน้นพัฒนาท้องถิ่นของไทยให้เข้มแข็ง

จากนโยบายของรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ได้สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มกระทำอย่างเป็นรูปธรรมในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย (ช่วง 29 ก.ย. 253517 ก.ค. 2538) จนถึงการตราพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2542 โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญคือ มีเป้าหมายของแผนการกระจายอำนาจฯ ที่สำคัญ ได้แก่ เป้าหมายให้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกำหนดเวลา 4 ปี และเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้ของรัฐบาลเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2544 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ในปี พ.ศ. 2549

ซึ่งจากข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปีตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2552 มูลค่า 1.835 ล้านล้านบาท รัฐบาลจัดเงินอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 150,500 ล้านบาท กับท้องถิ่นมีรายได้ที่รัฐจัดเก็บให้ รัฐเก็บเพิ่มให้ และที่ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เอง อีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท กับมีรายการถ่ายโอนอื่นๆ อีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้ทั้งสิ้นคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

นับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งแง่มุมเศรษฐกิจที่เป็นแหล่งสร้างรายได้ขนาดใหญ่และเป็นตัวขับเคลื่อนรายจ่ายภาครัฐที่สำคัญในยามที่รัฐบาลต้องการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในแง่การเมือง สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,853 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 75 แห่ง เทศบาลนคร 23 แห่ง เทศบาลเมือง 140 แห่ง เทศบาลตำบล 1,456 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 6,157 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา

ดังนั้นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นเสมือนการพัฒนารากแก้วของประเทศไทยโดยตรง

ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองแบบ TopDown ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตเราจึงไม่สามารถบริหารจัดการฐานพีระมิดที่มีขนาดใหญ่แต่เต็มไปด้วยความอ่อนแอได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เกิดการชักนำพลังท้องถิ่นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองในส่วนกลาง โดยที่ท้องถิ่นก็ไม่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง นอกจากนั้นยังส่งผลเสียต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั้งระบบ

ดังนั้นจึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการหันมาเอาใจใส่กับการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. และ อบต. และนี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้บริหารประเทศควรจะได้หันมาพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ อบจ. และ อบต. เพื่อติดปีกและเสริมเขี้ยวเล็บให้กับพยัคฆ์ท้องถิ่น เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เป็นการเปิดมิติการพัฒนาประเทศให้สมบูรณ์

โดยเฉพาะควรมุ่งเน้นไปยังมิติด้านต้นทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างหลากหลายในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และเกิดการตระหนักถึงคุณค่าความเป็นชาติไทย รวมถึงมิติต้นทุนทางสังคมที่มีความเข้มแข็งในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาให้เป็นเครื่องรองรับในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตดังที่ได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ขณะนี้ทุนทางสังคมในท้องถิ่นยังไม่สามารถได้รับการพัฒนาให้ช่วยดูดซับความรุนแรงหรือวิกฤตทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงเป็นหน้าที่ให้ผู้บริหารประเทศที่จะต้องเชื่อมโยงขีดความสามารถในการแข่งขันของท้องถิ่นเข้ากับโลกาภิวัตน์ในลักษณะ “Local Link to Global Rich” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนามิติด้านวัฒนธรรมและสังคมของท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย ซึ่งถ้าสามารถเชื่อมโยงสินค้าจากรากแก้วของประเทศไปสู่ระดับโลกในรูปแบบดังกล่าวได้แล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว นอกจากเราจะช่วยเพิ่มจีดีพีให้กับประเทศได้ ยังเป็นการลดปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง จากการนำคนในชุมชนท้องถิ่นมาประท้วงในเมืองลงได้อย่างเป็นการถาวร

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค