posttoday
ญี่ปุ่นยึดอาเซียนฐานผลิตชูแผนไทยแลนด์ พลัส วัน

ญี่ปุ่นยึดอาเซียนฐานผลิตชูแผนไทยแลนด์ พลัส วัน

30 มกราคม 2557

ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

หลายทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหลากหลาย และเมื่อประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนได้รวมตัวกัน มีเป้าหมายเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน ทุนญี่ปุ่นจึงมีแผนจะขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ พลัส วัน

เซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานคณะสำรวจเศรษฐกิจหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย อธิบายว่า แนวคิดประเทศไทย พลัส วัน (Thailand plus one) เป็นแนวคิดในการพัฒนา ขยายธุรกิจของบริษัท ซึ่งมีฐานการผลิตและธุรกิจอยู่ในประเทศไทย และมองหาลู่ทางขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ผลการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย 412 บริษัท ซึ่งเป็นสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พบว่า บริษัทที่ได้ดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าวแล้วมีสัดส่วนประมาณ 28% และบริษัทที่มีแผนดำเนินการหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการ 19% ซึ่งรวมทั้งสองส่วนดังกล่าว จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับบริษัทอีกเกือบ 47% ที่มองหาลู่ทางขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย

สำหรับประเทศเป้าหมายที่นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจนั้น บริษัทส่วนใหญ่ตอบว่าอินโดนีเซีย คิดเป็น 59% รองลงมาคือเวียดนาม 42% และพม่าคิดเป็น 34% นอกจากนี้ยังสนใจเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์

เมื่อแยกตามประเภทอุตสาหกรรม บริษัทญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตในอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ตามลำดับ ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การผลิตจะพุ่งเป้าไปที่พม่า 59% รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 48% และเวียดนาม 39%

ในแง่ของแหล่งการลงทุนตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่สนใจกรุงย่างกุ้ง (รวมถึงท่าเรือติละวา) คิดเป็น 31% รองลงมาคือ พื้นที่ภายในประเทศพม่า (รวมถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย) คิดเป็น 22% และพนมเปญ คิดเป็น 18% ซึ่งเมืองที่อยู่ต้นทางและปลายทางของระเบียงเศรษฐกิจต่างๆจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ประเภทธุรกิจที่ต้องการลงทุนอย่างเสรีในอาเซียน ได้แก่ การให้บริการด้านวิศวกรรม คิดเป็น 26% รองลงมาคือ การค้าส่ง 20% ธนาคารและบริการด้านการเงินอื่นๆ ยกเว้นประกันภัย 19% และการให้บริการด้านการขนส่งสินค้า 19% เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการด้านอาชีพอิสระ เช่น กฎหมาย บัญชี ภาษี แพทย์ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการให้บริการด้านคมนาคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจทางด้านบริการ

ขณะที่มาตรการที่จำเป็นในการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ 53% ต้องการให้ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น ความร่วมมือเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวม 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน (อีพีเอ)

บริษัท 52% ต้องการให้ปรับปรุงและวางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ชายแดน ถนน เป็นต้น บริษัท 44% ต้องการให้ปรับปรุงระบบและขั้นตอนพิธีทางศุลกากร เช่น ระบบการขอคืนภาษี โครงสร้างผู้ประกอบการระดับมาตรฐาน และบริษัท 40% ต้องการให้มีการลดอัตราภาษีศุลกากร

ด้านความคาดหวังต่อการปรับปรุง ยกเลิกกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีของทุกประเทศในอาเซียน นักลงทุนญี่ปุ่นคาดหวังให้มีการปรับปรุงเรื่องความแตกต่างในการประเมินประเภทสินค้า ราคาจากกรมศุลกากรมากที่สุดคิดเป็น 51% รองลงมาคือ การปรับปรุงเรื่องค่าใช้จ่ายพิเศษหรือภาษีภายในประเทศที่นอกเหนือจากภาษีศุลกากร คิดเป็น 48% และปรับปรุงการร้องขอเงินมัดจำ วางเงินล่วงหน้าจากกรมศุลกากร คิดเป็น 30%

นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการการปรับปรุงระบบต่างๆ เช่น ความโปร่งใสของพิธีการศุลกากร การผ่อนปรนด้านการขอใบอนุญาตทำงาน คิดเป็น 37% รองลงมาคือ การใช้ใบรับรองมาตรฐานร่วมกันของแหล่งกำเนิดสินค้าใน 16 ประเทศ และนำการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ใช้ได้ง่ายมาบังคับใช้ ซึ่งอุตสาหกรรมภาคการผลิตส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ส่วนอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ จะสนใจเรื่องการยกเลิกการกีดกันการถือครองหุ้นของต่างชาติ เป็นต้น

ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นแนวโน้มการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยได้เข้ามาตั้งฐานการลงทุนอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งไทยจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ เพื่อสนับสนุนการเป็นฐานการผลิตหลักของญี่ปุ่นในอาเซียนต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ