posttoday
ลดน้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาลเท่ากับตลาด

ลดน้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาลเท่ากับตลาด

30 มกราคม 2557

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากมากกว่าตลาดเหลือเท่ากับตลาด โดยมีบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากมากกว่าตลาดเหลือเท่ากับตลาด โดยมีบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม

ธุรกิจโรงพยาบาลกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ถึงแม้จะปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มโรงพยาบาลก่อนนักวิเคราะห์อื่นในตลาด เพราะเห็นว่าธุรกิจของโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับผลกระทบทางลบจากความวุ่นวายทางการเมืองรอบล่าสุดรุนแรงกว่าที่คาดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ได้ลดประมาณการกำไรสุทธิของ BGH และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ลงอีก59% ซึ่งหลังจากที่ปรับลดประมาณการลงแล้ว การเติบโตของกำไรกลุ่มโรงพยาบาลก็ดูไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป เพราะใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของดัชนีหุ้นซึ่งอยู่ที่ประมาณ 78%

บล.เคจีไอ ยังคงแนะนำให้ซื้อ BH ซึ่งเป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 80 บาท ในขณะที่ปรับลดคำแนะนำหุ้น BGH จากซื้อเป็นถือ

การประท้วงรอบนี้ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลมากกว่ารอบก่อนหลังจากที่ได้คุยกับผู้บริหารโรงพยาบาลและไปเยี่ยมชมธุรกิจของโรงพยาบาลหลายแห่ง

ทั้งนี้ เชื่อว่าผลกระทบจากการชุมนุมต่อธุรกิจโรงพยาบาลจะรุนแรงกว่าเมื่อครั้งที่มีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในปี 2553 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก รอบนี้ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยต่างชาติที่หลีกเลี่ยงไม่มารักษาตัวที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่หลีกเลี่ยงไม่มาประเทศไทยเลย

BH มีโรงพยาบาลเพียงแค่แห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติลดลง10-20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับอัตราการลดลงของผู้ป่วยต่างชาติในช่วงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง BGH ให้ข้อมูลว่าโรงพยาบาลในเครือซึ่งตั้งอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น ภูเก็ต และพัทยาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ประการที่สอง พื้นที่การชุมนุมมีการกระจายรอบกรุงเทพฯ มากกว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อโรงพยาบาลหลายแห่งมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BGH ในขณะที่ BGH มีโรงพยาบาลในเครือประมาณ 30 แห่ง (ไม่รวมโรงพยาบาล 9 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการปิดปรับปรุงและการก่อสร้าง)

ถ้าการประท้วงจบลงได้ภายในอีก 1-2 เดือน กำไรของกลุ่มน่าจะลดลงประมาณ 34% จากประมาณการที่ 9% อัตราการเติบโตของรายได้กำลังลดลงอย่างรวดเร็วปัจจัยแรกที่เข้ามาฉุดให้อัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มโรงพยาบาลชะลอตัวลงในไตรมาส 2/2556 คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โรงพยาบาลระดับบนซึ่งให้บริการระดับพรีเมียมมีการคิดค่ารักษาพยาบาลระดับพรีเมียมได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BGH และ BH ผู้ป่วยเริ่มเปรียบเทียบราคาค่ารักษาและเลือกไปใช้บริการโรงพยาบาลที่ถูกกว่า

ในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปัจจัยถัดมาเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2556 ก็คือความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ที่ยืดเยื้อไม่เพียงแต่กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ แต่กระทบกับจังหวัดอื่นๆ อีกด้วย

ดังนั้น จึงได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มโรงพยาบาลในปี 2556 ลงอีกจาก 12% เหลือ 10% และลดจาก 10% เหลือ 9% ในปีนี้นโยบายคุมต้นทุนจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรโตความสามารถในการควบคุมต้นทุนจะเป็นตัววัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในกลุ่มโรงพยาบาลในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอและเกิดความวุ่นวายทางการเมือง BGH กำลังอยู่ในช่วงของการขยายธุรกิจเชิงรุกเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในเครือเป็น 50 แห่ง (จากปัจจุบันที่ 30 แห่ง) ภายในปี 2557 แต่ถึงตอนนี้โรงพยาบาลใหม่ของบริษัทมีแต่โครงการ GreenField เท่านั้น

ดังนั้น BGH จึงต้องแบกต้นทุนที่สูงกว่าและผลขาดทุนที่เกิดจากโรงพยาบาลเหล่านี้ในช่วง 2-3 ปีแรกที่เปิดดำเนินการ ในขณะเดียวกัน BH ไม่ได้เน้นขยายธุรกิจมากเหมือน BGH และโรงพยาบาลในเครือที่จะเปิดเพิ่มเพียงหนึ่งแห่งก็จะยังไม่เสร็จจนกว่าจะถึงปี 2558 ดังนั้น BH จึงไม่ต้องเจอกับปัญหาที่ BGH เจอ

ในขณะที่ BH ยังได้ดำเนินนโยบายควบคุมต้นทุนหลายๆ อย่าง ซึ่งส่งผลให้อัตรากำขั้นต้นขยับเพิ่มขึ้นในครึ่งแรกของปี 2556 บล.เคจีไอ BH มากกว่า BGH เนื่องจากเหตุผลสามประการดังต่อไปนี้

ประการแรก กำไรของ BH มีลักษณะฟื้นตัวเร็วกว่า BGH ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในขาลง เนื่องจาก BH บริหารจัดการโรงพยาบาลเพียงแค่แห่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงสามารถคุมต้นทุนได้ดีกว่า BGH ยิ่งไปกว่านั้น BH ยังไม่ได้รับแรงกดดันในด้านของต้นทุนจากการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่เหมือนกรณีของ BGH ดังนั้นจึงน่าจะผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้ในสภาพที่ไม่บอบช้ำเท่า BGH

ประการที่สอง BH มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงกว่า BGH โดยในปี 2557

บล.เคจีไอ คาดว่ากำไรสุทธิของ BH จะโต 13.8% ในขณะที่กำไรของ BH คาดว่าจะโตแค่ 5.6% เท่านั้น

ประการที่สาม สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของBH ต่ำกว่า BGH แม้ว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะสูงกว่าก็ตาม

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก