
3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (2)
พุธที่แล้วผมบอกว่าปัจจัยแรกแห่งความสำเร็จคือความยากง่ายในการทำธุรกิจนั้นไทยเราทำได้ค่อนข้างดี ขณะที่ปัจจัยที่สองคือความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นนั้น ไทยเราสอบตกมาโดยตลอด และปีล่าสุดอันดับโลกไทยเรายังร่วงจากที่ 88 ลงไปอยู่ที่ 102 จาก 177 ประเทศ
พุธที่แล้วผมบอกว่าปัจจัยแรกแห่งความสำเร็จคือความยากง่ายในการทำธุรกิจนั้นไทยเราทำได้ค่อนข้างดี ขณะที่ปัจจัยที่สองคือความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นนั้น ไทยเราสอบตกมาโดยตลอด และปีล่าสุดอันดับโลกไทยเรายังร่วงจากที่ 88 ลงไปอยู่ที่ 102 จาก 177 ประเทศ
ปัจจัยที่สามที่บริษัทระดับโลกเขาดูกันเวลาจะไปลงทุนที่ประเทศไหนคือเรื่องความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เกณฑ์ที่ทาง International Institute for Management Development (IMD) เขาใช้วัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ ได้แก่ ความสามารถทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมื่อวัดทั้ง 4 เกณฑ์นั้นแล้วไทยเราได้ที่ 27 ของโลก จาก 60 ประเทศที่เขาวัดกัน แพ้สิงคโปร์ที่ได้ที่ 5 และมาเลเซียที่ได้ที่ 15 ชนะฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ได้อันดับที่ 38 และ 39 ส่วน 4 อันดับแรกของโลกคือ สหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสวีเดน ครับ
เมื่อดูเฉพาะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น ไทยเรามีความพร้อมเป็นอันดับที่ 48 ของโลก นับว่าค่อนข้างแย่นะครับเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งได้อันดับที่ 12 และ 25
การที่ไทยเรามีความพร้อมเป็นอันดับที่ 48 ของโลกนี่แหละครับที่รัฐบาลไทยใช้มาเป็นเหตุผลสำคัญเหตุผลหนึ่งในการเร่งรัดการสร้างรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เรามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ซึ่งฟังดูผิวเผินน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ
เพราะเวลาที่ IMD วัดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น เขาวัดความพร้อมทั้ง 5 ด้าน คือ 1.โครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น เช่น ถนนหนทาง รางรถไฟ การขนส่งทางน้ำ ทางอากาศ 2.โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น การลงทุนในระบบโทรคมนาคมและเทคโนโลยี จำนวนวิศวกร 3.โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น งบลงทุนด้าน R&D ของทั้งภาครัฐและเอกชน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม 4.โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ อายุเฉลี่ย อัตราการใช้น้ำและบำบัดน้ำเสีย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และ 5.โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา เช่น จำนวนครูต่อนักเรียน ความสามารถการใช้ภาษา ระบบจัดการการศึกษา
พอลงไปดูในรายละเอียดการประเมินจะพบว่าความจริงแล้วความพร้อมด้านถนนหนทางรางรถไฟของไทยเรานั้นได้อันดับที่ค่อนข้างดีนะครับ คืออันดับที่ 25 ขณะที่อีก 4 ด้านที่เหลือไทยเราได้อันดับที่แย่มาก คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเราได้ที่ 47 โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ได้ที่ 40 โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ที่ 55 และโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา 51
สรุปได้ว่าความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่แย่กว่าประเทศอื่นๆ แท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะความไม่พร้อมด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและการศึกษาต่างหาก ไม่ใช่ความไม่พร้อมด้านถนนหนทาง รางรถไฟ และนี่เป็นความจริงที่เราไม่เคยได้ยินจากรัฐบาลหรือคนที่อยากจะเร่งรัดให้สร้างรถไฟความเร็วสูง
เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจนะครับถ้ารัฐบาลไทยเราจะลงทุนมหาศาลกับรถไฟความเร็วสูง แต่อันดับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเราจะไม่ขยับดีขึ้นเลย และบริษัทระดับโลกจะยังไม่มาลงทุนในไทยเหมือนเดิม
ถ้าประเทศไทยเรามีงบประมาณเหลือเฟือไว้ลงทุน ผมก็จะไม่เศร้าอะไรหรอกครับ แต่นี่งบลงทุนมีนิดเดียว ต้องใช้วิธีกู้มาลงทุน แต่ยังจะลงทุนในเรื่องที่ผิด แทนที่จะไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา กลับจะไปลงทุนรถไฟความเร็วสูง เหมือนๆ กับตั้งใจที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแย่ๆ ที่ค่าเทอมถูกๆ เพื่อประหยัดเงินไว้ให้พ่อเอาไปซื้อรถสปอร์ตขับเล่นยังไงยังงั้นเลยนะครับ
หรือเพราะคนที่ผลักดันเรื่องนี้เขาเป็น “ผลผลิต” มาจากระบบการศึกษาที่ “ห่วย” ของประเทศไทยเราก็ไม่รู้ เศร้าจังเลยนะครับ







