
การค้าพุ่ง2.5แสนล.
หอการค้าประเมินแนวโน้มหลังปี’58เร่งทำความเข้าใจผู้ประกอบการ
หอการค้าประเมินแนวโน้มหลังปี’58เร่งทำความเข้าใจผู้ประกอบการ
หอการค้าชี้เปิดเออีซี ยอดการค้าพุ่งกว่า 2.5 แสนล้านบาท แนะเร่งสร้างความเข้าใจผู้ประกอบการ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าผลการสำรวจแนวโน้มการค้าของไทยในอาเซียนหลังปี 2558 ในกลุ่มธุรกิจที่ปัจจุบันมีการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว พบว่า ในกลุ่มเอสเอ็มอีการค้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.20% หรือประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท ส่วนรายใหญ่การค้าเพิ่มขึ้น 16.24% หรือประมาณ 2.03 แสนล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจที่ปัจจุบันไม่ได้มีการค้ากับประเทศอาเซียน คาดว่า หลังเออีซีธุรกิจขนาดใหญ่จะมีการค้า 56.10% และเอสเอ็มอี 39.85% โดยประเทศที่จะเข้าไปอันดับแรกคือ พม่า ลาว และมาเลเซีย
สำหรับแนวโน้มการขยายฐานการผลิตไปประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า กลุ่มเอสเอ็มอีไม่ไป 86.92% รายใหญ่ไม่ไป 65.22% ซึ่งสาเหตุที่ไม่ไปเนื่องจากไม่เข้าใจถึงโอกาสและอุปสรรครวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ในการลงทุน ขณะที่ฐานการผลิตเพราะในประเทศพร้อมมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจเกี่ยวกับความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซีของธุรกิจไทยในปี 2556 พบว่า ในกลุ่มเอสเอ็มอียังไม่เข้าใจ 81.99% ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เข้าใจ 61.48% ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่สูง โดยประเมินเบื้องต้นว่ามีเอสเอ็มอีที่ไม่เข้าใจเรื่องเออีซีประมาณ 1.4 ล้านราย แต่ก็ถือว่ามีความไม่เข้าใจลดลงเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นที่ไม่เข้าใจคือ ไม่ทราบว่าการเปิดเออีซีจะส่งผลกระทบอย่างไรมีโอกาสและอุปสรรคอย่างไรต่อธุรกิจรวมทั้งธุรกิจจะปรับตัวอย่างไร ซึ่งกลุ่มภาคเกษตรเป็นภาคผลิตที่ไม่เข้าใจมากที่สุด
นายอัทธ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจเรื่องเออีซี อันดับแรก คือ การประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจแต่ละประเภทต้องปรับตัวอย่างไร รองลงมาคือการประชาสัมพันธ์ยังน้อยไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกับธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงผู้ประกอบการไม่สนใจติดตามข้อมูลเออีซีเพราะไม่มีเวลาศึกษาและไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารเออีซี
ทั้งนี้ แนวทางช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเข้าใจเออีซีได้มากขึ้นคือ การจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับเออีซีที่ชัดเจนในธุรกิจแต่ละประเภท โดยเน้นเชิงปฏิบัติการมากขึ้น เช่น การศึกษาดูงาน ตลอดจนการเพิ่มการประชาสัมพันธ์และช่องทางให้มากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งประเด็นข้อมูลเออีซีที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจคือ การปรับลดอัตราภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากรและการขจัดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
ขณะที่สำรวจความพร้อมในการแข่งขันของธุรกิจไทยต่อการแข่งขันในเออีซี พบว่า กลุ่มเอสเอ็มอีไม่พร้อม 45.89% และพร้อม 54.11% ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่พร้อมมากถึง 97.28% ซึ่งกลุ่มภาคการผลิตที่ยังไม่พร้อมคือภาคเกษตรโดยสาเหตุที่ธุรกิจยังไม่พร้อมแข่งขันเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซี เช่น กฏระเบียบของประเทศในเออีซี การปรับตัวเข้าสู่เออีซี ขาดเงินทุนสำหรับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและขาดความเชี่ยวชาญด้านภาษา







