
จ่ายจัง
การใช้จ่ายของคนในแต่ละประเทศถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ ในขณะนั้นดีหรือแย่เพียงใด ใครที่สนใจจะเข้าไปลงทุน ก็ควรดูว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อหรือความอยากในการใช้จ่ายหรือไม่
การใช้จ่ายของคนในแต่ละประเทศถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ ในขณะนั้นดีหรือแย่เพียงใด ใครที่สนใจจะเข้าไปลงทุน ก็ควรดูว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อหรือความอยากในการใช้จ่ายหรือไม่
ข้อมูลจากธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ระบุว่า รายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของครัวเรือน (HFCE) ของอาเซียนนั้น อินโดนีเซียนำโด่งที่สุด โดยในปี 2555 มีรายจ่ายมากถึงเกือบ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
หากมองจากสถิติดังกล่าวก็ดูไม่น่าแปลกใจเท่าใด เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า 240 ล้านคน มากที่สุดในอาเซียน ยอดใช้จ่ายครัวเรือนจะมากกว่าชาวบ้านก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ
ที่น่าสนใจคือ ไทยเรามีประชากรเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน แต่ยอดใช้จ่ายขั้นสุดท้ายของครัวเรือนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คว้ายอดใช้จ่ายสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนไปครอง
รายจ่ายดังกล่าวคือ มูลค่าสินค้าและบริการที่ครัวเรือนใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยจัดหามาเอง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องแต่งกายและรองเท้า ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การขนส่ง การสื่อสาร บริการ บันเทิงและวัฒนธรรม การศึกษา ภัตตาคารและโรงแรม ตลอดจนสินค้าเบ็ดเตล็ด เป็นสินค้าที่ซื้อเพื่อกินเพื่อใช้จริงๆ ไม่ใช่เพื่อการลงทุน
พอเห็นเรากินใช้เยอะขนาดนี้ ต่างชาติจึงแห่มาลงทุนด้านต่างๆ ในประเทศเรากันเต็มพิกัด
แต่พอลองพลิกกลับกัน หันมาดูเงินออมของแต่ละประเทศ ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุว่า การออมมวลรวมแห่งชาติ (Gross National Savings) ของไทยในปี 2556 มีมูลค่าอยู่ที่ 30.871% ของจีดีพี ตกลงมาเป็นอันดับ 4 รองลงมาจากสิงคโปร์ที่มีการออมมวลรวมมากถึง 44.562% มาเลเซีย 32.364% และอินโดนีเซีย 32.287% นอกจากนี้ เวียดนาม ซึ่งมี HFCE เป็นอันดับ 5 ยังมีการออมมวลรวมแห่งชาติใกล้เคียงกับไทย อยู่ที่ 30.722%
สถานการณ์การออมเงินของครัวเรือนไทยในรอบ 10 ปี นับแต่ปี 2533-2553 ที่ผ่านมา ยังลดลงต่อเนื่องอีกด้วย จากเดิมที่ 11.3% ของรายได้ ลดลงเหลือเพียง 9.2% ของรายได้ ปัญหาคือ ออมน้อยแล้วยังก่อหนี้
สะท้อนอีกว่า เราชอบจ่าย ไม่ค่อยถนัด “เก็บ”
การเป็นประเทศที่ครัวเรือนใช้จ่ายเยอะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่บรรดาผู้ประกอบการเจ้าของทุนทั้งหลายที่ต้องการจะทำมาหากินในไทย แต่คำถามคือ จะเป็นประโยชน์ต่อคนในประเทศอย่างแท้จริงหรือไม่ในยุคที่โลกกำลังเสรี
หากสินค้าทุกชนิดที่หลั่งไหลเข้ามากระตุ้น “ต่อมอยาก” ของเราต่อเนื่อง จนพฤติกรรมการออมเราลดลงอีก ผลคือเราจะมีสินค้าดีๆ ที่เข้ามาเสรีเต็มบ้าน โดยที่ไม่เหลือเงินไปทำอะไร ยิ่งถ้าเป็นคนชอบ “รูดบัตร” โดยไม่วางแผน โอกาสหมุนเงินไม่ทันก็จะตามมา
พฤติกรรม “การออม” เป็นพฤติกรรมที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า “การใช้” ครับ แม้ในเศรษฐกิจระบบทุนนิยมจะต้องการให้เราใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้กระแสเงินไหลเวียน แต่การเผื่อเหลือเผื่อขาดเพื่ออนาคตก็เป็นสิ่งสำคัญ
ยิ่งยามที่เรารู้ว่าประเทศกำลังโดนใครทำให้เป็นหนี้เยอะๆ ถ้าเรามัวแต่ใช้จ่ายแข่งกับชาวบ้านตามกระแสอาเซียนภิวัตน์ ผมว่าเวลาเราต้องใช้หนี้ งานเข้าแน่ๆ ครับ







