
มิลเลนเนียม ฟรุตเพิ่มมูลค่ารับวิกฤตอนาคต
เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
นวัตกรรมสินค้าสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ ดาโต๊ะ เสรี เติ่น โฮ เบิ่ง นักธุรกิจชาวมาเลเซียจากกวนตัน รัฐปาหัง มั่นใจว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่ยังมีหนทางสดใสในอนาคต
ดาโต๊ะ เสรี เติ่น โฮ เบิ่ง ที่สร้างชื่อมาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้ตัดสินใจเพิ่มความหลากหลายให้กับธุรกิจหลักด้วยการต่อยอดธุรกิจไปสู่ธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว
หลังจากวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจต่างๆ รอบโลกแล้วพบว่า ในอนาคตพลเมืองชาวโลกทั้งมวลน่าจะต้องพบกับวิกฤตร้ายแรง 4 ประการ ได้แก่ พลังงาน อาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม จึงตั้งใจจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสีเขียวเพื่อตอบโจทย์วิกฤตดังกล่าว
หลังจากทำวิจัยและพัฒนาการค้นคว้ากว่า 10 ปี นักธุรกิจผู้นี้และทีมงานวิจัยภายใต้บริษัท แซดซีเอ็ม กรีน อินโนเวชั่น ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวขึ้นมากว่า 10 รายการ โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การใช้งานในภาคเกษตรกรรม การอนุรักษ์พลังงานและน้ำ เชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน
โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ชุดแรกทั้ง 10 รายการที่พัฒนาสำเร็จแล้ว น่าจะเริ่มทยอยปล่อยสู่ตลาดจนครบภายในปีหน้า โดยมีผลิตภัณฑ์ดาวเด่น คือ เดอะ มิลเลนเนียม หรือ เอ็กซ์ ฟรุต
เดอะ มิลเลนเนียม ฟรุต เป็นพืชเชื้อเพลิงชีวภาพไฮบริดรูปแบบใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและจัดเป็นแหล่งพลังงานสะอาด เนื่องจากสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ จากการทดสอบเบื้องต้นพบว่า พืชชนิดนี้ให้ผลผลิตประมาณ 50 ตัน หรือสามารถผลิตน้ำมันได้ 3.3 หมื่นลิตรต่อเอเคอร์ต่อปี เมื่อ เทียบกับน้ำมันปาล์ม
นอกจากนี้ เดอะ มิลเลนเนียม ฟรุต ยังเป็นพืชที่มีกลิ่นหอม ซึ่งถือเป็นสรรพคุณสำคัญในการผลิตน้ำมันหอมระเหยสำหรับเครื่องสำอางและสารบำรุงผิว และยังสามารถใช้บริโภคได้ด้วย
ทั้งนี้ น้ำมันที่สกัดจากผลไม้ชนิดนี้ยังได้รับการทดสอบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์แล้วว่า อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ 6 วิตามิน โปรตีน ไฮโดรคาร์บอน แถมยังไม่มีสารประกอบอนินทรีย์และฟอสฟอรัส จึงเหมาะอย่างยิ่งในการผลิต เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ
จากความก้าวหน้าของงานวิจัย ทางบริษัทยังพบว่าเมล็ดจากผลไม้ชนิดนี้ สามารถลุกไหม้ให้ความร้อนและแสงสว่างนานหลายนาที ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าสิ่งนี้น่าจะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้แทนถ่านไม้สำหรับหุงต้มอาหาร ในขณะที่ใบและกิ่งก้านของต้นก็ยังนำไปผลิตปุ๋ยที่ให้ไฟเบอร์สูงได้อีกทางหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตได้พยายามดึงดูดและส่งเสริมให้เกษตรกรมาเลเซียทำการเพาะปลูกผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเริ่มแรกในปีหน้าอยู่ที่ 1 แสนเอเคอร์ ในรัฐปาหัง ยะโฮร์ บาห์รู เคดะห์ และกลันตัน
นักธุรกิจชาวมาเลเซียผู้นี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจนี้จะช่วยเสริมศักยภาพในการส่งออกและนำเงินตรา ต่างประเทศเข้ามา ซึ่งทางบริษัทได้ประมาณการไว้ว่า พื้นที่เพาะปลูกราว 5 แสนเอเคอร์ จะสามารถผลิตน้ำมันได้ทั้งสิ้น 30 ล้านตัน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดมูลค่าตลาดที่จะได้รับต่อปีราว 1 แสนล้านริงกิต
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทางบริษัทได้เสนอให้ภาครัฐออกกฎหมาย คุ้มครองพันธุ์พืชชนิดนี้เป็นเวลา 25 ปีแล้ว
แม้จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายออกมาจำหน่าย แต่นักธุรกิจหัวก้าวหน้าชาวมาเลเซียผู้นี้ยังจัดสรรเงินราว 100 ล้านริงกิต เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยตั้งเป้าว่าต้องมีสินค้าใหม่ๆ อย่างน้อย 10 รายการอีก 10 ปีข้างหน้า







