
การเมืองทุบยอดเอสเอ็มอี
สอท.สำรวจพบ40%กระทบหนักแนะภาครัฐเร่งแก้ปัญหาสภาพคล่อง
สอท.สำรวจพบ40%กระทบหนักแนะภาครัฐเร่งแก้ปัญหาสภาพคล่อง
เอสเอ็มอีโอดการเมืองฉุดยอดขาย ความเชื่อมั่นทรุด ชะลอลงทุนยาว
ลดแนวโน้มผลประกอบการแย่ความเชื่อมั่นทรุดชะลอลงทุนยาว วอนทุกฝ่ายจบปัญหาด่วนหวั่นยืดเยื้อผู้ประกอบการลดกำลังผลิตทำว่างงานพุ่ง ชี้เครื่องยนต์ใช้จ่ายภาครัฐดับสนิทผนวกการเมืองฉุดจีดีพีเหลือ 2%
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธานและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า จากการทำแบบสำรวจความคิดเห็นเอสเอ็มอี 350 ราย เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 40% ของผู้ประกอบการระบุว่ายอดขายลดลงอย่างมาก อีก 50% มียอดขายลดลงเล็กน้อย อีก 10% ระบุว่ายอดขายเท่าเดิม ไม่มีรายใดที่ระบุว่ายอดขายจะดีขึ้น
จากที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องมากว่า 2 เดือน ประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งจากที่สายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส.อ.ท.ทำแบบสำรวจความคิดเห็นเอสเอ็มอี 350 ราย เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจพบว่า 40% ของผู้ประกอบการระบุว่ายอดขายจะลดลงอย่างมาก อีก 50% มียอดขายลดลงเล็กน้อย อีก 10% ระบุว่ายอดขายเท่าเดิม ไม่มีรายใดที่ระบุว่ายอดขายจะดีขึ้น
นอกจากนี้ กว่า 70% มองว่าผลประกอบการในปี 2557 จะแย่กว่าปีที่แล้ว ส่วนอีก 20% มองว่าผลประกอบการจะถูกกระทบเล็กน้อย และอีก 10% จะมีผลกระทบใกล้เคียงกับปี 2556 และไม่มีเอสเอ็มอีที่ระบุว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยความเชื่อมั่นส่วนใหญ่ก็อยู่ระดับที่ต่ำกว่า 50 เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงวิตกต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบกับยังเจอกับปัญหาต้นทุนสูง ขาดแคลนแรงงานและขาดสภาพคล่อง
นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้เร็วที่สุด ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้านสภาพคล่อง ขอให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐยืดอายุหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในพื้นที่การชุมนุมและได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง รักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากเกินไป ตลอดจนตรึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยไม่ควรนำมาเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง และจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำแรงงานต่างด้าวเข้ามารองรับการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม
“ผลจากการเมืองตอนนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกเพราะฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่รอบนอกกรุงเทพฯ การขนส่งทำได้ปกติ แต่ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อจะกระทบมากกับเอสเอ็มอีทั้งยอดขายและการลงทุนที่จะชะลอออกไป ซึ่งถ้าการเมืองนิ่งเร็วเท่าไหร่ผู้ประกอบการก็จะสามารถกลับมาเข้มแข็งรับการรวมตัวของอาเซียนที่จะมาถึงในปี 2558 เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้มีการเตรียมตัวรับไว้แล้วพอสมควร” นายวิศิษฎ์ กล่าว
นายวิศิษฎ์ กล่าวอีกว่า แม้จะเห็นภาพที่เอสเอ็มอีถูกกระทบจากปัญหาการเมืองแต่ตอนนี้ยังคงประมาณการจีดีพีเอสเอ็มอีปีนี้ขยายตัวที่ 34% สอดคล้องกับจีดีพีอุตสาหกรรมที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดไว้ที่ 34% ซึ่งก็เป็นไปได้ที่การขยายตัวจะต่ำกว่าที่คาดไว้หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น แต่ขณะนี้ก็เร็วเกินไปที่จะปรับประมาณการเนื่องจากยังอยู่ในเดือนแรกของปี โดยเมื่อผ่านไตรมาสแรก ส.อ.ท.จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อไร ซึ่งเป็นไปได้ที่ไทยจะอยู่ในภาวะสุญญากาศไม่มีรัฐบาลที่ดำเนินการต่างๆ เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณรวมถึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับการส่งออกที่อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่อาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีปีนี้เหลือเพียง 22.5% หลังเทียบกับที่หลายหน่วยงานคาดไว้ 3% แต่ประมาณการดังกล่าวก็ยังไม่ได้รวมการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
“คาดว่าอย่างน้อยครึ่งปีถึงจะได้เห็นรัฐบาลใหม่แล้วค่อยมาลุ้นเอาครึ่งปีหลัง แต่ว่าส่งออกไตรมาสแรกคงไม่ดีไปกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงน่าจะเร่งหาทางออกร่วมกัน เพราะตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 64% ซึ่งต่ำมากอยู่แล้ว ถ้าการเมืองยังยืดเยื้อไปแล้วมีการลดกำลังการผลิตลงไปอีกน่าห่วงว่าจะกระทบกับการจ้างงานใหม่ เพราะกลางปีนี้จะมีเด็กเรียนจบใหม่เข้าสู่ระบบเป็นแสนคน ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น มีโอกาสจะตกงานเพิ่มเพราะปกติภาคเกษตรจะเป็นตัวดูดซับแต่เวลานี้ทุกภาคส่วนก็แย่หมด” นายธนิต กล่าว
นายธนิต กล่าวว่า
นอกจากนี้ สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ ทำให้การลงทุนทั้งส่วนของเอสเอ็มอีชะลอตัวไปแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่าการลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะชะลอไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงได้ทยอยออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแล้วกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะลงทุนในไทยที่มีขนาดลงทุนเกินกว่า 200 ล้านบาท และต้องการขอรับส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะชะลอการลงทุนไปด้วย เนื่องจากการลงทุนที่เกินกว่า 200 ล้านบาท จะต้องขอการอนุมัติจากบอร์ดบีโอไอซึ่งขณะนี้หมดวาระลง จะตั้งบอร์ดชุดใหม่ได้จะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามา ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อจะส่งผลกระทบไปยังการลงทุนในปี 2558 ด้วย เนื่องจากกลุ่มที่จะเริ่มลงทุนในปี 2558 จะต้องขอรับส่งเสริมฯ ตั้งแต่ปีนี้







