
ขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ เริ่มทยอยสะสมหุ้นในเอเชียเหนือ
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยังร้อนแรง และมีท่าทีจะยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศ TISCO ESU ยังคงคำแนะนำให้นักลงทุนกระจายพอร์ตการลงทุนไปในต่างประเทศ โดยยังคงแนะนำ Overweight ในหุ้นญี่ปุ่น และแนะนำขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ และ เริ่มทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยังร้อนแรง และมีท่าทีจะยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศ TISCO ESU ยังคงคำแนะนำให้นักลงทุนกระจายพอร์ตการลงทุนไปในต่างประเทศ โดยยังคงแนะนำ Overweight ในหุ้นญี่ปุ่น และแนะนำขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ และ เริ่มทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ
ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้น
TISCO ESU ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้น และให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจาก
1.การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางเร่งตัวขึ้น โดยปี 2014 จะเป็นปีแรกที่กลุ่มเศรษฐกิจ G3 (สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป) จะสามารถ กลับมาขยายตัวได้พร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นผู้บริโภคหลักของโลก จะส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังการค้าและการลงทุนให้ฟื้นตัวตามไปด้วย
2.เงินเฟ้อจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากการผลิต Shale Oil ในสหรัฐ การกลับมาผลิตน้ำมันจากลิเบีย และการผ่อนคลายการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากอิหร่าน
3.การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยังคงผ่อนคลาย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เราเชื่อว่าธนาคารกลางในประเทศหลักๆ ทั่วโลก จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป
เรายังคงมุมมองว่าทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้มายังตลาดหุ้น (Great Rotation) ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2013 จะยังดำเนินอยู่ต่อไปในปีนี้ โดย Deutsche Bank ซึ่งเป็นพันธมิตรของเราได้มีการประเมินว่า นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มการทำ QE ในช่วงปลายปี 2008 มีเม็ดเงินไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้มากกว่าแนวโน้มปกติถึง 8.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และเราเชื่อว่าเงินทุนจำนวนนี้จะทยอยไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้น และทำให้หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้
ขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ และเริ่มทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ
แม้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เราเริ่มเห็นถึงโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างจำกัด ในตลาดหุ้นหลายตลาด เช่น สหรัฐ และหุ้นกลุ่มประเทศยุโรปชายขอบ (Peripheral Europe) ซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นในกลุ่มนี้ซื้อขายที่ Forward P/E และ P/B แพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคาดหวังเชิงบวกของนักลงทุนต่อการเติบโตของกำไรไปมาแล้ว และด้วย Valuation ที่แพงกว่าในอดีต ตลาดหุ้นในกลุ่มนี้จึงมี Upside ที่จำกัด นอกจากนั้น ความคาดหวังที่สูงอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นในเอเชียที่เคลื่อนไหวแกว่งตัวในทิศทางลบในปีที่ผ่านมา ทำให้หุ้นในเอเชียโดยเฉลี่ย ซื้อขายที่ Forward P/E และ P/B ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคาดหวังเชิงลบของนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี เนื่องจาก Valuation ที่ต่ำกว่าในอดีต ทำให้เราเชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงในการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ และการไหลออกของเงินทุนจากการชะลอมาตรการ QE ของ Fed นั้นได้สะท้อนอยู่ในมูลค่าหุ้นแล้ว ดังนั้นตลาดหุ้นในกลุ่มนี้จึงมี Downside ที่จำกัดจากการถูกลดระดับ (Derate) Valuation และในทางกลับกัน หากแนวโน้มเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่ดีกว่าที่นักลงทุนคาด ตลาดหุ้นเหล่านี้ก็จะมี Upside จากการ Rerate Valuation เพิ่มขึ้น นอกเหนือจาก Upside จากการเติบโตของกำไรตามปกติ
เราเชื่อว่าความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนน่าจะช่วย ลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะส่ง ผลบวกต่อ Valuation ของหุ้น และทำให้หุ้นจีนสามารถกลับมาซื้อขายที่ระดับ P/E สูงขึ้นได้ ส่วนในกลุ่มประเทศเอเชีย โดยเฉพาะ เอเชียเหนือ (ไต้หวัน จีน และเกาหลีใต้) การขยายตัวของการส่งออกที่มีสัญญาณดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ G3 และแนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินสกุลเอเชียจากการชะลอมาตรการ QE ของ Fed จะส่งผลบวกต่อ คาดการณ์ผลกำไรในช่วงปีข้างหน้า และทำให้เรายังคงคำแนะนำ Overweight ในหุ้นกลุ่ม North Asia และจีน







