posttoday
จับตาหมากตัวต่อไปของแฝด...

จับตาหมากตัวต่อไปของแฝด...

27 มกราคม 2557

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยมองว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้มากขึ้นที่ 3.7% จากปี 2556 ที่คาดว่าจะโตได้ 3% และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับค่อนข้างสูงที่ 5.1%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยมองว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้มากขึ้นที่ 3.7% จากปี 2556 ที่คาดว่าจะโตได้ 3% และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับค่อนข้างสูงที่ 5.1%

ทั้งนี้ IMF ยังกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ คือ ความเสี่ยงด้านการไหลออกของเงินทุนว่ายังมีอยู่ จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะค่อยๆ ปรับลดมาตรการ QE ลง โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพหรือมีพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ

สัปดาห์นี้ปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของเฟดเป็นครั้งแรกของปี 2557 ซึ่งนักลงทุนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลด QE ลงอีก ซึ่งหมายความว่าจะมีการพิมพ์เงินน้อยลง และอาจส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากประเทศตลาดเกิดใหม่กลับไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ประเด็นการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงินบาทอยู่ ในสัปดาห์นี้ เรามองว่าเงินบาทน่าจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเราให้กรอบการซื้อขายที่ 32.80-33.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ในสัปดาห์ก่อน ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 32.78-32.98 โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถือเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุด เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มติ กนง.กลับจบลงด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.25%

กนง. มองว่า ระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันสามารถหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งพอที่จะก้าวข้ามความเสี่ยงระยะสั้น เช่น ปัญหาการเมือง เราคาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปี เพราะการปรับลดดอกเบี้ยจะทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกมากขึ้น

บทเรียนจากอาร์เจนตินาเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นตัวอย่างเรื่องการไหลออกของเงินทุนที่ชัดเจน ซึ่งตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น รัฐบาลอาร์เจนตินาประกาศปรับลดค่าเงินของตนลงในช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากไม่มีทุนสำรองมากพอที่จะเข้าป้องกันไม่ให้เงินเปโซอ่อนค่าลง ทำให้ค่าเงินอ่อนลงไปกว่า 12% การอ่อนค่าของเงินเปโซจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อของอาร์เจนตินา ซึ่งขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาสูงถึง 28% นอกจากนี้ หากนักลงทุนหวาดกลัวมากขึ้น จะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ด้วย เช่น บราซิล ตุรกี รวมถึงเอเชีย

อย่างไรก็ตาม มองว่าเงินบาทจะไม่โดนโจมตี เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียแข็งแกร่งกว่าประเทศในละตินอเมริกา และความสามารถในการส่งออกจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย

นอกจากพื้นฐานเศรษฐกิจแล้ว เอเชียยังมีอาวุธพร้อมที่จะป้องกันเงินทุนไหลออก โดยหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศต่างๆ ในเอเชียสะสมเงินสำรองไว้มาก ซึ่งจะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันชั้นหนึ่ง ที่จะป้องกันภาวะเงินทุนไหลออก แต่หากสถานการณ์ในบ้านเราแย่ลง อาจทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตปรับลดเครดิตประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลออกมหาศาล โดยเฉพาะจากตลาดพันธบัตรที่ต่ำประมาณ 1.3541 เหรียญสหรัฐต่อยูโร และอยู่ในทิศทางทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะปรับแข็งค่าไปที่ระดับ 1.3677 ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของยูโรโซน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์และนักลงทุน (การสำรวจสถาบัน ZEW) ในประเทศเยอรมนีและยูโรโซนปรับดีขึ้นมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ในเดือนม.ค.

ค่าเงินเยนเปิดตลาดในระดับ 104.26 เยนต่อเหรียญสหรัฐ และทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดยังคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เยนอ่อนค่าในระยะยาว เนื่องจากการขึ้นอัตราภาษี VAT ในเดือนเม.ย.จะทำให้การบริโภคชะลอตัว ถึงแม้ว่าการประชุมของ BOJ ในวันที่ 22 ม.ค. มีมติคงมาตรการที่มีอยู่ไว้ก่อน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนได้ปรับแข็งค่าขึ้นมากะทันหันสู่ระดับ 103.25 ในวันพฤหัสบดี และ 102.56 ในวันศุกร์ โดยดัชนีการผลิตของจีนที่ออกมาน่าผิดหวังและวิกฤตค่าเงินของอาร์เจนติน่าทำให้นักลงทุนหวาดระแวงต่อการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงเกิดแรงซื้อเงินเยนที่ถือเป็นสกุลเงินปลอดภัย

ส่วนอัตราผลตอบแทนตลาดพันธบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายทำกำไร หลังจาก กนง. มีมติไม่ลดดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปิดตลาดที่ 2.46% 3.35% และ 4.00% ตามลำดับส่วนหุ้นกู้ตลาดแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อันดับเครดิต A อายุ 3 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.04.5% จำนวน 1,500 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ และหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน อันดับเครดิต BBB อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.30% จำนวน 3,718 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนทั่วไป ส่วนหุ้นกู้ในตลาดรองที่มีปริมาณการซื้อขายกันมากในสัปดาห์นี้ จะเป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.58%-2.60% กลุ่มอายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ AAA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.90% 2.92% และกลุ่มอายุประมาณ 56 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 4.10% 4.12%

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว