posttoday
คนที่ทำให้เราถูกหลอกมากที่สุด คือ ตัวเราเอง

คนที่ทำให้เราถูกหลอกมากที่สุด คือ ตัวเราเอง

23 มกราคม 2557

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ และจะจบอย่างไร ผมว่าวันนี้พวกเราแทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน หรือแม้แต่พวกที่เลือกอยู่กลางๆ กับพวกที่เลือกอยู่เฉยๆ ต่างก็อยู่ในสงครามเรียบร้อยแล้วล่ะ สงครามข่าวสารไงละครับ จนเดี๋ยวนี้หลายคนมีอาการ FOMO (Fear of Missing Out) คือ อาการกลัวตกข่าว ตื่นเช้าก็รีบเช็กข่าว กินข้าว เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็ต้องรีบเช็กข่าว จนวันๆ ไม่ต้องทำอะไร

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ และจะจบอย่างไร ผมว่าวันนี้พวกเราแทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน หรือแม้แต่พวกที่เลือกอยู่กลางๆ กับพวกที่เลือกอยู่เฉยๆ ต่างก็อยู่ในสงครามเรียบร้อยแล้วล่ะ สงครามข่าวสารไงละครับ จนเดี๋ยวนี้หลายคนมีอาการ FOMO (Fear of Missing Out) คือ อาการกลัวตกข่าว ตื่นเช้าก็รีบเช็กข่าว กินข้าว เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็ต้องรีบเช็กข่าว จนวันๆ ไม่ต้องทำอะไร

ตอนนี้จากอาการ FOMO ก็เริ่มมีอาการ FOBD (Fear of Be Deceived) คือ อาการกลัวถูกหลอกกันเยอะมากๆ โดยเฉพาะช่วงหลังๆ มีข่าวหลอก ข้อมูลหลอก ไม่ว่าให้คนรับข้อมูลกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เช่น หลอกให้ไปโหวตแสดงความเห็นในเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือหลอกให้ไม่ไปออกเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ หรือหลอกให้เสื่อมศรัทธาหรือเข้าใจผิดในฝ่ายที่ตนเองศรัทธา การปล่อยข้อมูลเพื่อให้เข้าใจผิด และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด คนที่ถูกหลอกก็อย่าเสียใจว่าตัวเองโง่ เพียงแต่เราไม่ทันได้ระวังตัว จึงไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมการรับรู้และตัดสินของคนทั่วไป ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีคนวิเคราะห์มามากมาย ยกตัวอย่างเช่น

1.เราจะเลือกรับรู้ข้อมูลเฉพาะที่ตรงกับความเชื่อของเรา สังเกตง่ายๆ บน Facebook เราก็จะเป็นเพื่อน หรือกด Like เฉพาะกับกลุ่มคน หรือหน้าเฟซ ที่ตรงกับความเชื่อของเรา และเราก็เลือกที่จะมองข้ามหรือโต้แย้งเพื่อนหรือข้อความที่ส่งมาจากคนที่มีความเห็นต่าง แม้ว่าหลายคนจะพูดอยู่เสมอว่าเป็นคนเปิดกว้างพร้อมรับความเห็นที่แตกต่าง แต่ถามจริงๆ เถอะ พร้อมจริงรึเปล่า และทุกครั้งที่มีการถกความเห็นกัน ความคิดตอนนั้นคิดจะเอาชนะหรือคิดจะแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะบรรดาแกนนำไม่ว่าฝ่ายไหนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง เมื่อต้องมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันบนเวทีสาธารณะ เท่าที่ผมเห็นมักจะมุ่งเอาชนะมากกว่าฟังความเห็นของฝ่ายที่เห็นต่าง ผลเสียของพฤติกรรมนี้ ก็คือ จะทำให้เราปิดกั้นข้อมูล ข่าวสาร ความเห็นที่หลากหลาย ผลร้ายที่ตามมา ก็คือ จะทำให้เราเองเปลี่ยนจากศรัทธา ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา กลายเป็นงมงาย ความเชื่อที่ไร้ปัญญา อย่างด้านการลงทุนก็เช่นกัน เวลาเราซื้อหุ้นตัวไหน เราก็มักจะมองว่าหุ้นตัวนั้นดี แม้ราคาจะตกไปเรื่อยๆ ก็ยังหวังว่า เดี๋ยวราคาก็ต้องขึ้น เพราะพื้นฐานดี เราก็จะพยายามมองหาข่าวดีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น ใครบอกหุ้นตัวนั้นไม่ดี ก็จะคิดแย้งในใจ ไม่เชื่อ

2.เมื่อวันก่อน ผมได้รับ Line มาว่า “เลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้ ถ้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ให้ไป “Vote No”” เพื่อนๆ คงได้รับ Line นี้เหมือนกัน ถามง่ายๆ พวกเราตัดสินใจยังไงวันที่ 2 ก.พ. ถ้าข้อมูลนี้ส่งมาจากคนที่มีความเห็นตรงกับเรามาตลอด กับคนที่เห็นต่างจากเรามาตลอด ผมเชื่อครับว่า การตัดสินใจของเราทั้งสองกรณีแตกต่างกัน ทั้งที่ข้อมูลก็ข้อมูลเดียวกัน เหตุผลเป็นเพราะเราเลือกที่จะเชื่อแหล่งข้อมูลมากกว่าความถูกต้องของตัวข้อมูล ตรงนี้แหละครับที่เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่แต่ละฝ่ายพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย โดยมุ่งไปโจมตีที่ตัวบุคคลที่เป็นแกนนำ เช่น โจมตีปัญหาส่วนตัว โจมตีเรื่องในอดีต หรือกุข่าวเรื่องที่ผิดศีลธรรม เช่น เรื่องชู้สาว เป็นต้น หรือบางคนก็ใช่วิธีเข้ามาอยู่ในกลุ่ม Line หรือหน้าเฟซที่อีกฝ่ายเชื่อถืออยู่ พร้อมกับค่อยๆ ปล่อยข้อมูลที่ทำลายความเชื่อของคนในกลุ่มนั้น อย่างด้านการลงทุนก็เช่นกัน บางคนตัดสินใจซื้อขายหุ้นเพียงเพราะนักวิเคราะห์คนนี้เป็นคนพูด โดยที่ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นว่าปัจจัยพื้นฐานเป็นยังไง เชื่อมั้ยครับ หลายคนยังไม่รู้เลยว่าชื่อเต็มหรือธุรกิจหลักของหุ้นตัวนั้นคืออะไรด้วยซ้ำ ซึ่งการลงทุนอย่างนี้ ผมว่าเสี่ยงมากครับ และมีโอกาสสูงที่จะเป็นเหยื่อ ตัวอย่างเช่น หากผมเป็นรายใหญ่ และรู้ว่ามีนักลงทุนกลุ่มใหญ่ลงทุนตามคำแนะนำของนักวิเคราะห์คนนี้ แค่ผมคอยขายเวลาที่มีคำแนะนำให้ซื้อก็สามารถขายได้ราคาดีแล้ว

3.ตอนสมัยเรียนระดับมัธยมศึกษา (อายจัง ทีนี้รู้กันหมดเลยว่าแก่มากแล้ว) ผมเคยสงสัยว่าที่เด็กเตรียมอุดม สตรีวิทย์ หรือสวนกุหลาบ ฯลฯ เอนทรานซ์ได้เยอะ เป็นเพราะโรงเรียนสอนดี หรือเป็นเพราะโรงเรียนเหล่านี้มีเด็กเก่งเยอะ หรือพูดง่ายๆ ต่อให้เด็กเหล่านี้ไม่เรียนเตรียมฯ ก็เข้ามหา’ลัยได้อยู่ดี หรือทั้งสองอย่าง ตรงนี้ล่ะครับที่คนเราชอบมองกันที่ผลลัพธ์ แต่ไม่ได้มองมาที่กระบวนการหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น ถ้ายกตัวอย่างการเมือง ก็เช่น การที่มวลมหาประชาชนจำนวนหลายล้านมาเรียกร้องทางการเมืองขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลก็มัวแต่มองว่าเป็นเสียงส่วนน้อยไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะยังมาไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่มองถึงเหตุผลว่าทำไมครั้งนี้ ถึงมีผู้คนหลากหลายอาชีพ รวมถึงผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมสูง เช่น แพทย์ นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมออกมาเรียกร้องมากถึงขนาดนี้ การลงทุนก็เช่นกัน หลายคนชอบแต่คอยตามว่าเซียนหุ้นทั้งหลายซื้อหุ้นตัวไหน แต่กลับไม่ศึกษาหลักการลงทุนของพวกเขาเหล่านั้น บางคนอาจศึกษา แต่ผมก็เชื่อว่าน้อยคนที่นำหลักการลงทุนที่ศึกษามาประยุกต์ใช้สำหรับตนเองอย่างจริงจัง

จริงๆ เรื่องพฤติกรรมการตัดสินใจเหล่านี้มีอีกเยอะ และเป็นเรื่องที่ปกติทั่วไป ทำให้ผู้ที่ศึกษาพฤติกรรมเหล่านี้อย่างจริงจังจะสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ และที่สำคัญยังสามารถนำมาป้องกันตนเองจากคนที่ใช้พฤติกรรมของคนมาแสวงหาประโยชน์จากเราได้เช่นกัน เพราะคนที่ทำให้เราถูกหลอกมากที่สุด ก็คือ ตัวเราเอง

สุดท้ายขอฝากหนังสือ “กลยุทธ์ภาษี เรื่องง่ายๆ ใกล้คุณ” ซึ่งอธิบายหลักการ เหตุผล ของกลยุทธ์และเทคนิคการวางแผนภาษีต่างๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ อ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้วางแผนภาษีด้วยตนเองได้ สนใจหาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ