
10 ปีเถ้าแก่น้อยปั้นแบรนด์ไอเดียลุยตลาดโลก
วันเพ็ญ พุทธานนท์
วันเพ็ญ พุทธานนท์
แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ในวันนี้แจ้งเกิดในตลาดสแน็กมาครบ 10 ปี ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่ “อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์” ที่รู้จักกันในนามของ ต๊อบ เถ้าแก่น้อย และขยายไลน์ไปสู่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ไวตามิก จึงน่าจับตาว่าก้าวย่างอีก 10 ปีของเถ้าแก่น้อยจะมีทิศทางอย่างไร
อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า หลังจากแบรนด์เถ้าแก่น้อยอยู่ในตลาดครบ 10 ปีในปีนี้ จึงวางเป้าหมายอีก 10 ปีนับจากนี้จะสามารถทำตลาดแบรนด์เถ้าแก่น้อยใน 100 ประเทศทั่วโลก มียอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท และมุ่งสู่โกลบอลแบรนด์หรือเป็นแบรนด์ระดับโลกจากปี 2556 มียอดขายเกือบ 3,000 ล้านบาท และจำหน่ายแล้วใน 27 ประเทศ
พร้อมกันนี้ยังวางเป้าหมายระยะกลาง 5 ปี ที่จะเป็นรีจินัลแบรนด์ หรือแบรนด์ในระดับภูมิภาค มียอดขาย 5,000 ล้านบาท และวางจำหน่ายสินค้าทั่วภูมิภาคเอเชีย
การมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าวจะเริ่มจากการสร้างแบรนด์ไอเดียของเถ้าแก่น้อย จากเดิมที่มีเฉพาะแบรนด์แจ้งเกิดด้วยตัวเอง แต่จากนี้ไปเถ้าแก่น้อยจะวางตำแหน่งแบรนด์ที่มีไอเดียและมีเรื่องราวของแบรนด์ ตัวอย่างเช่น ไนกี้ มีไอเดียแบรนด์ “จัสท์ ดู อิท” เป็นต้น โดยแบรนด์เถ้าแก่น้อยจะมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ที่คิดไว้คือ เถ้าแก่น้อย อินสไปร์ เอฟเวอรีเดย์
นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายจากยอดขาย 1 หมื่นล้านบาทใน 10 ปี จะเป็นยอดขายจากต่างประเทศ 60% และในประเทศ 40% จากปัจจุบันยอดขายในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40%
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายไลน์ธุรกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ ต๊อบคอร์น ข้าวโพดคั่วสดพรีเมียม ที่มีให้เลือก 6 รสชาติ ได้แก่ โนริ เทริยากิ, ปารีส คาราเมล, คริสปี้ โคโคนัท, คาราเมล อัลมอนด์, คาราเมล แมคคาเดเมีย และสตรอเบอร์รี และจะเพิ่มอีก 2 รสชาติกลางปีนี้ ตั้งเป้ารายได้แรก 100 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีจากนี้
สำหรับธุรกิจต๊อบคอร์น จะมี 2 รูปแบบ คือรูปแบบร้านขนาด 30-40 ตร.ม. และคีออสก์ ซึ่งเปิดสาขาแรกที่เทอร์มินอล 21 โดยวางเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 100 สาขาภายใน 5 ปี และรูปแบบที่ 2 คือ สินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายเข้าช่องทางโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายจาก 2 รูปแบบนี้ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50%
การขยายไลน์สินค้าข้าวโพดระดับพรีเมียมครั้งนี้ อิทธิพัทธ์ เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปดูงาน ท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมสุดยอดของรสชาติจากทุกมุมโลกทั้งรสชาติแบบตะวันตกและตะวันออก รวมทั้งแบบไทยๆ ที่ทุกคนชื่นชอบ
“ตลาดสแน็กในเซ็กเมนต์ข้าวโพดในเมืองไทยยังมีคู่แข่งน้อยรายโดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม และเป็นตลาดที่มีการเติบโตทุกปีไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งตลาดที่ขายเข้าช่องทางค้าปลีก อาทิ แบรนด์ โตโร ปาร์ตี้ ฯลฯ มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น แต่หากรวมข้าวโพดที่ขายตามโรงภาพยนตร์แล้ว คาดว่ามูลค่าตลาดจะมากกว่า 2,000 ล้านบาท” อิทธิพัทธ์ กล่าว
ขณะที่แผนการลงทุนในปีนี้ คาดว่าจะใช้งบกว่า 100 ล้านบาทสำหรับธุรกิจต๊อบคอร์น รวมทั้งลงทุน 100 ล้านบาท เปิดโรงงานเถ้าแก่น้อยแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะเพื่อป้อนตลาดส่งออก คาดเริ่มผลิตได้ปี 2558 และในอนาคตจะนำสินค้าต๊อบคอร์นไปจำหน่ายในต่างประเทศควบคู่กับแบรนด์เถ้าแก่น้อยด้วย







