
ทางรอดสินค้าไลฟ์สไตล์ซบส่งออก-ขายออนไลน์
ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา การเมืองวุ่นวาย กระทบถึงทุกภาคธุรกิจ แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา การเมืองวุ่นวาย กระทบถึงทุกภาคธุรกิจ แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ดูจะมีทางหนีทีไล่น้อยกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสายป่านยาวกว่า
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยเกือบ 3,000 ราย ถือเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนให้อยู่รอดได้
จิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยเปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าของขวัญของชำร่วยและกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยเติบโตลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ซึ่งถือเป็นหน้าขายของสินค้ากลุ่มนี้ ทำให้ยอดขายโดยรวมหดตัวถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ลดการจับจ่ายสินค้าของขวัญลง
อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าดีที่ตลาดต่างจังหวัดยังคงเติบโตและตลาดส่งออกมีสัญญาณฟื้นตัวในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรปบางประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์มียอดขายส่งออกมาชดเชยตลาดในประเทศที่ลดลงแม้จะทดแทนไม่ได้ 100% ก็ตาม
“แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะยังไม่สามารถปรับตัวไปบุกตลาดส่งออกได้ทัน ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือโดยด่วน”
ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการเอง ต้องหาทางช่วยเหลือตัวเองโดยไม่หวังรอภาครัฐอย่างเดียว อย่างแรกคือ ต้องปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์นี้ให้ได้ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีตลาดส่งออกเข้ามาช่วย ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยเองก็ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่รอดได้
สำหรับทางออกในสถานการณ์ขณะนี้ เลขาธิการสมาพันธ์ฯ แนะนำว่า ควรหาตลาดส่งออกและหาช่องทางจำหน่ายใหม่ที่เหมาะกับภาวะปัจจุบัน ซึ่งตลาดส่งออกนั้น ในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อยควรเริ่มจากตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เมื่อไปดูตลาดหรือไปเที่ยวก็ควรหิ้วสินค้าไปเพื่อมองหาลูกค้าด้วย เป็นต้น รวมถึงตลาดใหม่อย่างจีนและอินเดีย
ปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าเอื้อต่อภาวะส่งออกอย่างมาก ส่งผลให้ยอดขายจากการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยตลาดสหรัฐอเมริกาที่ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี ที่ผ่านมารวมถึงตลาดออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาเซียน ที่เติบโตถึง 30% ส่งผลให้ยอดส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยเติบโตถึง 20%
สิ่งสำคัญสำหรับตลาดส่งออกในขณะนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเมืองไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายและจัดส่งสินค้า เนื่องจากขณะนี้เริ่มมีประเทศคู่แข่งในสถานการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้บอกผู้ซื้อว่าอาจทำให้สินค้าไทยมีปัญหาเรื่องการจัดส่งได้ ซึ่งในส่วนของสมาพันธ์ฯ เองได้ให้ความมั่นใจคู่ค้าว่าจะไม่มีการปิดสนามบินแน่นอน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถมองหาช่องทางจำหน่ายใหม่เพิ่ม โดยเฉพาะช่องทางขายออนไลน์ที่กำลังเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและใช้ต้นทุนน้อยกว่าด้วย
แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมของตลาดในประเทศจะไม่ดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่จากตลาดส่งออกที่มีสัญญาณบวก ทำให้คาดการณ์ว่าตลอดปีนี้ตลาดส่งออกน่าจะเติบโตได้ 58% แน่นอน ขณะที่ตลาดในประเทศต้องรอดูสภาพการณ์โดยรวมอีกครั้ง







