
แนวโน้มดอกเบี้ยลดหนุนดัชนีหุ้นขึ้น?
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน และ บล.บัวหลวง คาดผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 22 ม.ค. นี้ ว่า จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือ 2% จะดันดัชนีหุ้นให้ปรับขึ้นได้ เพราะผลดีจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์การเมืองที่คุกรุ่นยังจะทำให้คนใช้จ่ายจริงหรือไม่
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน และ บล.บัวหลวง คาดผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 22 ม.ค. นี้ ว่า จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือ 2% จะดันดัชนีหุ้นให้ปรับขึ้นได้ เพราะผลดีจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์การเมืองที่คุกรุ่นยังจะทำให้คนใช้จ่ายจริงหรือไม่
บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดว่า การลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อกลุ่มการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและอัตราผลตอบแทนสูง ทั้งอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย รวมถึงกลุ่มเช่าซื้อ
ขณะเดียวกัน นโยบายดอกเบี้ยต่ำยังส่งผลบวกต่อหุ้นปันผลสูงให้น่าสนใจลงทุนมากขึ้น
สถิติในอดีต พบว่า ตลาดทุนตอบรับเป็นบวกต่อการลดดอกเบี้ยด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 3.8% หลังลดลง 1 เดือน ด้วยความเป็นไปได้สูงถึง 85% ขณะกลุ่มที่โดดเด่นเหนือตลาด คือกลุ่มค้าปลีก ประกัน ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ อาหารและบันเทิง
ส่วนทางกลุ่มโภคภัณฑ์ส่งออกที่ราคาหุ้นไม่ตอบรับเชิงบวกจากการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ
บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้ความเห็นว่า ในเชิงกลยุทธ์เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ดีจากการลดดอกเบี้ยทั้งเชิงพื้นฐานและสถิติ ชี้ว่าราคามักตอบรับเชิงบวก บวกกับการพิจารณาสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) ของกลุ่มนี้
ดังนั้น เลือกกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีจากธีมมูลค่าดึงดูดมาก และราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวกต่อการลดดอกเบี้ย 56.6% และ 2.33.8% ตามลำดับ
ทั้งนี้ แนะนำเลือกหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและอสังหาริมทรัพย์ที่อัตราผลตอบแทนมากกว่า 5% และแนะนำบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) เด่นสุด และซื้อขายระยะสั้นหุ้นบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท เอสซี แอสเสท (SC) บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC)
“นอกจากจะชอบหุ้นอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีที่ตอบรับบวกจากดอกเบี้ยต่ำและการลดดอกเบี้ยแล้ว ยังเน้นเฉพาะหุ้นปันผล ปี 2556-2557 มากกว่า 5% (ผลตอบแทนเงินเฟ้อ 3.32%) และคาดการณ์กำไรไตรมาส 4 ปี 2556 จะเติบโตและกำไรปี 2557 คาดว่าจะเติบโต 13% รวมถึงราคาหุ้นปรับฐานนับจากวันที่ 18 ต.ค. 2556ปัจจุบันมากกว่า 17% (ปรับฐานมากกว่าตลาด) มี 11 บริษัท แต่เลือกมาแล้ว 8 บริษัทข้างต้น”
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยจะพักฐานอีกครั้งช่วงกลางปลายเดือนนี้ ส่วนผลกระทบจาก กนง.ลดดอกเบี้ย คาดเป็นบวกต่อหุ้นปันผลสูงชนะดอกเบี้ย บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) กลุ่มส่งออก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) และบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) และเป็นกลางต่อกลุ่มบริโภคในประเทศ เพราะกำลังซื้อจะถูกทอนจากบาทที่อ่อนหนุนต้นทุนพลังงานน้ำมันเพิ่ม
คาดเป็นลบต่อกลุ่มที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ บริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) กลุ่มนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ (กลุ่มเหล็ก) และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (ต้นทุนพลังงานเพิ่ม)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโนมูระแนะนำซื้อหุ้นอิงการใช้จ่ายบริโภค แต่สถานการณ์การเมืองในประเทศปัจจุบันได้ทำให้ บล.เอเซีย พลัส ได้ลดประมาณการกำไรกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคภายในประเทศลงดังนี้
กลุ่มลิสซิ่ง เริ่มจากหุ้นบริษัท ซิงเกอร์ (ประเทศไทย) (SINGER) มูลค่าที่เหมาะสม 20.63 บาท โดยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2556-2558 ลงจากเดิม 7.9% 16.8% และ 24.4% ตามลำดับ
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดสมมติฐานหลัก คือ ปรับลดยอดขายลง 5.9% 8.3% 12.3% และอัตรากำไรขั้นต้น ให้สะท้อนยอดขายที่ชะลอตัวตั้งแต่งวดไตรมาส 4 ปี 2556 พร้อมกับปรับลดมูลค่าที่เหมาะสมเหลือ 20.63 บาท โดยอิงราคาต่อมูลค่าบัญชี 3.33 เท่า จากเดิม 39.01 บาท อิงราคาต่อมูลค่าบัญชี 6.42 เท่า พร้อมกับปรับลดคำแนะนำจากเดิมซื้อเป็นถือ
ตามมาด้วยบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) มูลค่าที่เหมาะสม 6.16 บาท ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2557 และ 2558 ลงจากเดิม 10.8% และ 114.2% ตามลำดับ โดยเป็นการปรับลดสมมติฐานหลัก คือ ปรับสินเชื่อลงจากเดิม ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างมากถึง 30% เท่ากันใน 2 ปี เหลือ 15% ในปี 2557 และ 12% ในปี 2558 และปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกับปรับลดมูลค่าที่เหมาะสมเหลือ 6.16 บาท อิงราคาตามมูลค่าบัญชี 2.86 เท่า (จากเดิม 10.82 บาท อิงราคาตามมูลค่าบัญชี 5.77 เท่า โดยยังคงคำแนะนำเดิมซื้อ ทั้งนี้ มีจุดเด่นที่ยังให้เงินปันผลสูงราว 7.4% ในปี 2557 และ 8.4% ในปี 2558 (จ่ายเงินปันผล 60% ของกำไรสุทธิ)
กลุ่มค้าปลีก ปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มค้าปลีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ได้ปรับลดลงไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2556 ซึ่งมีการปรับลดกำไรของกลุ่มฯ ลงเล็กน้อยราว 12% ในปี 2556 และ 2557 บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO) และบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) ปรับลง 8.6% 8.5% และ 1.9% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงต่อเนื่องนับจากงวดไตรมาส 4 ปี 2556 ชัดเจนมากขึ้น และค่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการเคลื่อนไหวของม็อบปิด กทม. ในครั้งนี้นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส จึงได้ปรับลดประมาณการกำไรในทุกๆ บริษัทในปี 2557 ลง โดยเรียงลำดับจากที่ปรับลดจากมากไปน้อย คือ บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ปรับลดลงจากเดิม 10% ตามมาด้วยบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ลดลง 7% บริษัท ซีพีออลล์ (CPALL) ลดลง 6% ROBINS ลดลง 5% HMPRO และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ลดลง 4% เท่ากัน โดยภาพรวมทำให้ประมาณการกำไรกลุ่ม ปี 2557-2558 ลดลงจากเดิมอีก 6% และ 5% ตามลำดับ แต่ยังคงเติบโตราว 18% ในปี 2557 และ 22% ในปี 2557
ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มเท่ากับตลาดและเลือก CPALL เป็นหุ้นแนะนำ







