
"เซคูแกลส"ฟื้นกิจการพ่อสู่กระจกนิรภัยร้อยล้าน
โฮช่วงฉ่ายใช้เวลาหลายปีในการนั่งดูโฮเคียนฉวนผู้เป็นพ่อ ในการทำธุรกิจกระจกด้วยคนงานเพียง 4 คน ที่เมืองกัมปุง ปันไต มาลักกา
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โฮช่วงฉ่ายใช้เวลาหลายปีในการนั่งดูโฮเคียนฉวนผู้เป็นพ่อ ในการทำธุรกิจกระจกด้วยคนงานเพียง 4 คน ที่เมืองกัมปุง ปันไต มาลักกา ก่อนจะพัฒนาธุรกิจกระจกนี้จนกลายเป็นธุรกิจกระจกนิรภัยชั้นแนวหน้าของมาเลเซียในปัจจุบัน
ปัจจุบัน โฮช่วงฉ่ายเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท เซคูแกลส ธุรกิจกระจกนิรภัยอันดับหนึ่งของมาเลเซียที่กำลังมาแรง ช่วงฉ่ายไม่เคยคิดเลยว่าธุรกิจที่สืบทอดมาจากพ่อจะลงเอยด้วยการเป็นธุรกิจกระจกกันกระสุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
“ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำธุรกิจกระจกกันกระสุน มาก่อน ถึงแม้ผมจะเคยช่วยพ่อตอนทำธุรกิจกระจกหลังโรงเรียนเลิกก็ตาม นอกจากนี้ กิจการของพ่อ ของผมยังโดนพิษเศรษฐกิจทำร้ายในช่วงปี 1984 ทำให้ความฝันของพ่อแทบพังทลาย” ช่วงฉ่าย กล่าว
อย่างไรก็ตาม โฮช่วงฉ่ายตัดสินใจสืบทอดกิจการของพ่อในชื่อใหม่ว่า อเนคาแกลส ในปี 1997 โดยเปลี่ยนแนวมาจับธุรกิจทำแก้วลายแปลกๆ สวยๆ อเนคาแกลสดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งในปี 2002 หนุ่มใหญ่รายนี้ตัดสินใจที่จะเปิดกิจการสาขา 2 จนเป็นที่มาของธุรกิจที่สอง เซคูแกลส ซึ่งกลายเป็นกิจการ ที่บุกเบิกธุรกิจทำกระจกป้องกันกระสุนในมาเลเซีย
ปัจจุบัน เซคูแกลสผลิตกระจกนิรภัยถึง 4 แบบ คือ กระจกกันกระสุน กระจกป้องกันระเบิด กระจกป้องกันอาชญากรรม และกระจกกันขโมย
“พวกเราหมั่นวิจัยและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ และด้วยความพยายามของเหล่าพนักงานที่ทุ่มเท ทำให้เราสามารถสร้างธุรกิจกระจกนิรภัยแห่งแรกในมาเลเซียได้ภายใน 1 ปี” ช่วงฉ่าย กล่าว
ด้วยเคล็ดลับนี้ เซคูแกลสจึงสามารถผลิตกระจกนิรภัยที่เบาและแข็งแรงกว่าสินค้าจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเซคูแกลสจะประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ต้องประสบปัญหาข้อจำกัดในการผลิต เนื่องจากโรงงานผลิตมีเครื่องจักรขนาดเล็ก ผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า
ช่วงฉ่ายจึงแก้ปัญหาด้วยการขอการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนอย่างดี ส่งผลให้เซคูแกลสได้ร่วมทุนกับ บริษัท มาเลเซียน เทคโนโลยี ดีเวลอปเม้นท์ ในปี 2009 ช่วยให้ช่วงฉ่ายสามารถ เช่าโรงงานและเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงขึ้น
ทุกวันนี้กิจการของหนุ่มใหญ่ชาวมาเลย์ ที่ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังเช่าโรงงานสำหรับการผลิตกระจกนิรภัยอยู่ แต่มีแผนที่จะย้ายไปสร้างโรงงานใหม่ในที่ดินของ ตนเองในปีหน้า นอกจากนี้ กระจกนิรภัยของช่วงฉ่ายยังถูกส่งออกไปขายในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม ไทย กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ทำให้ขณะนี้เซคูแกลสกลายเป็นผู้นำทางด้านการผลิตกระจกกันกระสุนของมาเลเซียไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างงดงาม ทว่าหนุ่มเจ้าของธุรกิจรายนี้ก็ไม่ได้พอใจอยู่แค่นั้น
“เรายังคงไม่พอใจแค่ความสำเร็จภายในประเทศ %CUR%เราจะทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อให้เซคูแกลสเป็นกระจกกันกระสุนชั้นนำในระดับสากลให้ได้” ช่วงฉ่าย กล่าว
สอดรับกับสถานการณ์การก่อการร้ายโลกที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ความต้องการกระจกนิรภัยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เซคูแกลสต้องวิจัยและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ขณะนี้เซคูแกลสกำลังพัฒนาระบบกระจกแบบใหม่ ซึ่งมีความสามารถในการป้องกันระเบิด นอกจากนี้ ยังไม่ลืมพื้นฐานที่กระจกควรมีเพื่ออำนวยความสะดวก เช่น การป้องกันแสงยูวีและการกันเสียงลอดเข้ามาในห้องโดยสาร
ความไม่หยุดยั้งที่จะวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ให้แก่ลูกค้า ทำให้หนุ่มมาเลย์รายนี้สามารถพัฒนาธุรกิจของพ่อจนเป็นธุรกิจร้อยล้านระดับประเทศได้







