
อิสลามปล่อยกู้นักเรียนกยศ.
ธนาคารอิสลาม เข้าร่วมโครงการ ปล่อยกู้ นักเรียน กยศ. ล่าสุด มีนักเรียนที่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมแล้ว 2.1 หมื่นคน
ธนาคารอิสลาม เข้าร่วมโครงการ ปล่อยกู้ นักเรียน กยศ. ล่าสุด มีนักเรียนที่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมแล้ว 2.1 หมื่นคน
นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ กล่าวว่า ธนาคารได้เข้าร่วมกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งขณะนี้ธนาคารมีความพร้อมที่จะโอนเงินให้กับนักเรียนได้ในเดือน ส.ค. 2553 ปีการศึกษา 2553 นี้เป็นต้นไป ขณะนี้มีนักเรียน นักศึกษา แจ้งความประสงค์ใช้เงินของ กยศ. ผ่าน ไอแบงก์ จำนวน 2.1 หมื่นคน จากนักศึกษาที่กู้ยืมทั้งหมด 8 แสนราย ซึ่งผู้ที่มาขอกู้ผ่านไอแบงก์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามุสลิม
ในส่วนของการโอนเงิน นักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับการอนุมัติ จะต้องเปิดบัญชีกับไอแบงก์ โดยในปีแรกไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าและการทำบัตรเอทีเอ็ม จากปกติที่ต้องเสียค่าทำบัตร 150 บาท และธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีให้ทุกเดือน ตามระดับการศึกษา ซึ่งคาดว่าไอแบงก์ จะต้องโอนเงินให้นักเรียน นักศึกษา เดือนละ 32 ล้านบาท
"การที่ธนาคารเข้าร่วมกับ กยศ. จะส่งผลดีกับนักศึกษาที่เป็นมุลสลิม เพราะการดำเนินกิจการทำตามหลักศาสนา และธนาคารเห็นว่าการเข้าร่วมเป็นการเพิ่มช่องทางให้นักศึกษามุศลิมเข้าถึงกองทุน กนศ. มากขึ้น แต่ธนาคารไม่ได้จำกัดการบริการกับนักศึกษามุศลิมเท่านั้น แต่เปิดบริการให้กับนักเรียน นักศึกษาอื่นด้วย" นายธีรศักดิ์ กล่าว
ด้านนายธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าวว่า การร่วมกับไอแบงก์ เป็นการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเงินกู้ยืมของกลุ่มเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อันเนื่องมาจากขาดความเชื่อมั่นว่าที่ผ่านมาการกู้ยืมไม่เป็นไปตามหลักศาสนา ทำให้ต้องออกจากระบบการศึกษาไปเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ทางกองทุนจึงปรับสัญญาการกู้เงินให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และร่วมมือกับไอแบงก์ปล่อยกู้ดังกล่าว
สำหรับเดือน มี.ค.53 ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จัดเก็บได้สูงสุดอันดับแรก 14,602 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,254 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.93 เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเมื่อวันที่ 14 พ.ค.52 จึงส่งผลให้มีรายได้ภาษีน้ำมันสูงขึ้น
รองลงมาได้แก่ ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 5,754 ล้านบาทสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,497 ล้านบาท หรือร้อยละ 76.71 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและหันมาซื้อรถยนต์กันเพิ่มมากขึ้น และภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 6,736 ล้านบาท สูงกว่าประมาณตามเอกสารงบประมาณ 2,037 ล้านบาท หรือ 43.35 เป็นผลมาจากการเพิ่มอัตราภาษีเบียร์เมื่อวันที่ 7 พ.ค.52 จากร้อยละ 55 ของมูลค่าเป็นร้อยละ 60 ของมูลค่า และภาพรวมปริมาณการผลิตเบียร์ในเดือน มี.ค.ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.15
“เพื่อเป็นการช่วยด้านการคลังและงบประมาณของรัฐบาล และให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต เพิ่มเป็น 366,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 75,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 25.8 จากเป้าหมายเดิมที่เป็นจำนวน 291,000 ล้านบาท และเชื่อว่ากรมสรรพสามิตจะสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีได้ตามเป้าหมายใหม่" รมช.คลัง กล่าว







