
พฤติกรรมการเงินของหนู ดู จำ ทำตาม พ่อแม่
เมื่อวานวันเด็ก เด็กๆ คงได้ขนม ของเล่น ติดไม้ติดมือกลับมาบ้านกันมากองโต และขนมกองโตนี้ นอกจากจะทำให้เด็กๆ มีความสุขแล้ว ยังช่วยคุณพ่อคุณแม่ประเมินพฤติกรรมทางการเงินของเด็กๆ ได้อีกด้วย
เมื่อวานวันเด็ก เด็กๆ คงได้ขนม ของเล่น ติดไม้ติดมือกลับมาบ้านกันมากองโต และขนมกองโตนี้ นอกจากจะทำให้เด็กๆ มีความสุขแล้ว ยังช่วยคุณพ่อคุณแม่ประเมินพฤติกรรมทางการเงินของเด็กๆ ได้อีกด้วย
พี่น้องฝาแฝดตระกูลพาล์มเมอร์ (The Money Couple) ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเงินของเด็กนับพันครอบครัวจนพบว่า เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับพฤติกรรมการเงินเฉพาะตัว แบบเดียวกับที่เด็กๆ มีสีผม สีผิว และขนาดตัวที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งพี่น้องพาล์มเมอร์เรียกพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกฝังมากับ DNA แบบนี้ว่า “Primary Money Personality”
พวกเขาบอกว่า เราสามารถประเมินพฤติกรรมทางการเงินในอนาคตของเด็กๆ ได้จากวิธีจัดการกับขนมที่พวกเขาชอบกิน
เด็กที่มักจะเก็บขนมที่ชอบเอาไว้ โดยไม่ยอมเปิดออกมากิน เขามีพฤติกรรมของ “คนประหยัด”
เด็กที่แกะห่อขนมออกมากินทันที โดยไม่คิดจะรอเวลา เขามีพฤติกรรมของ “คนช่างช็อป”
เด็กที่พยายามหาวิธีแลกขนมที่ได้มากับสิ่งอื่นที่เขาอยากได้มากกว่า เช่น นำขนมไปขอแลกกับตุ๊กตาของพี่น้อง เขามีพฤติกรรมของ “คนกล้าเสี่ยง”
เด็กที่เก็บขนมไว้กินเวลาที่เหมาะสม เช่น จะแกะออกมากินเมื่อถึงช่วงเวลาพิเศษ เขามีพฤติกรรมของ “คนที่รักความมั่นคง”
เด็กที่ไม่สนใจขนมที่ได้รับ แต่รักที่จะเล่นสนุกกับเพื่อนมากกว่า เขาจะโตขึ้นมาเป็นคนที่ไม่ใส่ใจเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ
เริ่มเรียน เริ่มรู้
นอกจากพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกฝังมากับ DNA แล้ว งานวิจัยของ The Money Advice Service โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ที่เปิดเผยออกมาเมื่อปีที่แล้ว พบว่า เด็กส่วนใหญ่เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการเงินในช่วงวัยประมาณ 7 ขวบ
และสิ่งที่เด็กเรียนรู้ในช่วงวัยนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตไปจนโตเป็นผู้ใหญ่
สิ่งที่เด็กวัย 7 ขวบเรียนรู้ได้ มีตั้งแต่การรู้ค่าของเงิน รู้ว่าเงินสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้ รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะได้เงินมา และรู้ว่ารายได้คืออะไร
นอกจากนี้ เด็กวัย 7 ขวบ ในสหราชอาณาจักรยังสามารถที่จะเข้าใจเรื่องทางการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การวางแผนอนาคต การชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน และเข้าใจว่าเมื่อเลือกสิ่งหนึ่งแล้วเขาจะต้องเสียอีกสิ่งหนึ่งไป
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบอีกว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ ยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ของฟุ่มเฟือย” กับ “ของจำเป็น”
อีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบ คือ พฤติกรรมด้านการเงินของเด็ก (ที่จะติดตัวไปจนโต) จะได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ และคนในครอบครัวมากที่สุด
“พ่อแม่ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยเกินไป เกี่ยวกับนิสัยทางการเงิน ทั้งในด้านที่ดีและไม่ดี ที่พ่อแม่จะสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ ทั้งๆ ที่พ่อแม่มีส่วนอย่างมากที่จะสร้างพฤติกรรมทางการเงินให้กับลูก ซึ่งพฤติกรรมทางการเงินเหล่านี้จะมีผลต่อชีวิตของลูกๆ ไปตลอดชีวิต”
เรียนรู้ เลียนแบบ
พฤติกรรมทางการเงินที่เด็กๆ เรียนรู้ ส่วนใหญ่เกิดมาจากการเลียนแบบ โดยเป็นการเลียนแบบพ่อแม่ และคนในครอบครัว เพราะฉะนั้น พฤติกรรมทางการเงินแย่ๆ อาจจะถูกส่งต่อไปให้ลูกๆ แบบอัตโนมัติ เหมือนเป็นมรดกทางพันธุกรรม โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องสอน
“ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อคุณประสาทเสียเกี่ยวกับเรื่องเงิน คำพูดแย่ๆ ที่เกี่ยวกับเงิน ความเข้าใจผิดๆ ด้านการเงินที่ออกมาจากปากคุณ ลูกคุณกำลังมองและบันทึกมันลงไปในความทรงจำ” เทอร์รี่ คูลแลนท์ เขียนไว้ใน The Wall Street Journal Online
เทอร์รี่ อ้างถึงการศึกษาของ Northwestern Mutual Life Insurance ที่พบว่า กลุ่มคนที่พวกเขาศึกษาเรียนรู้นิสัยทางการเงินมาจากพ่อแม่
“เมื่อเราถามเด็กๆ ในเชิงลึกว่า ใครเป็นคนสอนพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และให้บอกว่า พ่อแม่สอนอะไรพวกเขาบ้างเกี่ยวกับเรื่องการเงิน พวกเขาบอกตรงกันว่า พ่อแม่ไม่ได้สอนอะไรเลย” มาริดี เมย์นาร์ด รองผู้จัดการ Northwestern Mutual Life Insurance กล่าว
แต่สิ่งที่การศึกษาชิ้นนี้ค้นพบ คือ เด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อและแม่ของพวกเขานั่นเอง
รู้แล้วต้องเริ่ม
เมื่อรู้แล้วว่า ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ที่เกี่ยวกับการเงินของเรากำลังถูกลูกๆ จ้องมองและพร้อมจะเลียนแบบ สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ คือ สร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดี เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับลูก ซึ่งคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องพร่ำสอนอะไรเลยก็ได้
ต่อไปนี้ คือ สิ่งที่ควรทำ ควรพูด และสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรพูดให้เด็กๆ ได้ยิน
1.อย่าตื่นตระหนกเมื่อเจอปัญหาทางการเงิน
“เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กโตสามารถรับรู้ได้ว่า เมื่อไรที่พ่อแม่มีความเครียดทางการเงิน ซึ่งการเปิดใจพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่จินตนาการปัญหาให้ใหญ่เกินจริง” มาริดี แนะนำ
เมื่อพูดถึงปัญหากับลูกแล้ว สิ่งที่ต้องพูดต่อไป คือ พ่อแม่มีทางออกเตรียมไว้แล้ว เช่น บอกกับลูกว่า “พ่อกำลังจะไม่มีงานทำ แต่ไม่เป็นไรนะ เพราะพ่อกับแม่ได้เตรียมแผนรองรับเอาไว้แล้วและพวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
2.อย่าปล่อยเรื่องเงินให้เป็นไปตามดวง
พ่อแม่ที่ไม่ใส่ใจเรื่องเงิน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นตามดวง โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาทางการเงินแล้วบอกกับคนในครอบครัวว่า “ช่างมัน เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”
3.อย่าพูดว่า หนี้เป็นสิ่งไม่ดี
หนี้มีทั้งดีและไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเราพร่ำบ่นแต่ว่า เป็นหนี้ไม่ดี เป็นหนี้แล้วแย่ เด็กจะฝังหัวว่า หนี้เป็นสิ่งไม่ดี แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ ทำให้ลูกเห็นว่า หนี้ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้จ่ายอย่างไร้ประโยชน์ต่างหากที่เป็นหนี้ที่ไม่ดี แต่ถ้าเป็นหนี้เพื่อการซื้อทรัพย์สิน หรือเพื่อการลงทุน สามารถเป็นหนี้ที่ดีได้
4.อย่าหมิ่นเงินน้อย
ถ้าเราพูดและดูถูกเงินเล็กๆ น้อยๆ ว่าไม่มีความสำคัญ โดยเฉพาะคำพูดว่า “ช่างมันเถอะแค่บาทสองบาทเอง” เพราะคำพูดเหล่านี้จะติดอยู่ในใจของเด็กๆ ตลอดไป ทั้งๆ ที่ เงินเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สามารถงอกเงยเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ถ้ารู้จักใช้ รู้จักประหยัด และรู้จักเก็บออม
5.แสดงออกอย่างชัดเจน
ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของพ่อแม่ คือ การแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งเด็กๆ จะรับรู้ได้เร็ว และอาจจะตีความสิ่งที่พ่อแม่แสดงออกไปแบบผิด เพราะฉะนั้น เมื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินให้ลูกได้ยินจะต้องพูดด้วยคำพูดที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
6.วางแผนการใช้จ่ายร่วมกัน
เมื่อครอบครัววางแผนการใช้จ่าย ควรจะให้เด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเขาจะมีโอกาสร่วมรับผิดชอบทางการเงินในครอบครัวด้วย
7.รักษาสัญญาจ่ายตรงเวลา
เวลามีโทรศัพท์มาเตือนให้ชำระสารพัดบิลค่าใช้จ่าย และเราเจรจาเพื่อขอผัดผ่อน เด็กๆ รับรู้ได้ เพราะฉะนั้น ควรจะตั้งมั่นในการรักษาสัญญา โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้ตรงเวลา
นอกจากนี้ เด็กๆ ยังรับรู้ได้จากการให้เงินรายสัปดาห์ หรือรายเดือนให้ลูกๆ อีกด้วยว่า เราตรงต่อเวลามากแค่ไหน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สอนพฤติกรรมการชำระหนี้ตรงเวลาให้เด็กๆ โดยการขอยืมเงินในกระปุกออมสินของลูก เพื่อนำไปซื้อของบางอย่าง และสัญญากับเขาว่า จะนำมาคืนให้โดยมีกำหนดที่แน่นอน และขั้นตอนสำคัญ คือ ต้องคืนตรงเวลา
ถ้าทำแบบนี้แล้ว ลูกจะเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมนี้ไปตลอด







