
ผวาชัตดาวน์เศรษฐกิจพัง5ปี
นักวิชาการห่วงปัญหาชัตดาวน์ กทม. ฉุดจีดีพีหด 1% เศรษฐกิจทรุดยาว 5 ปี
นักวิชาการห่วงปัญหาชัตดาวน์ กทม. ฉุดจีดีพีหด 1% เศรษฐกิจทรุดยาว 5 ปี
นายภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เป็นห่วงปัญหาการเมืองที่วนเวียนไม่จบจะเป็นการเริ่มต้นการเสื่อมถอยของเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะเริ่มชัตดาวน์ กทม.ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นไป จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้หดตัวลงอย่างน้อย 1% จากที่ประมาณการว่าจะเติบโต 3%
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นต่อการบริโภคของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างชาติ หากเกิดความรุนแรงทางการเมืองถึงขั้นรัฐประหาร เศรษฐกิจไทยจะซบเซา ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2549 ทำให้การลงทุนชะงักงัน และต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีถึงจะฟื้นตัวได้
ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาคการเงิน การคลัง สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อจะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัว 3.5-4% แม้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. กว่าจะตั้งรัฐบาลเข้ามาก็น่าจะเป็นปลายเดือน มี.ค.
คณะทำงานเตรียมข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาด้านเศรษฐกิจและสังคม 8 ด้าน ได้แก่ 1.ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชน เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาในทุกมิติ 2.ช่วยเหลือสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน 3.ออกมาตรการกู้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และต้องมีมาตรการช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมือง
4.ต้องเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ เนื่องจากมีเวลาเหลือน้อยในการใช้งบประมาณปี 2556/2557 เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ 5.แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น โดยต้องกำหนดเป็นนโยบายของประเทศ 6.ทบทวนนโยบายบิดเบือนราคาสินค้าเกษตร ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว 7.รัฐบาลใหม่ต้องยกเลิกนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ เนื่องจากกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชน และ 8.เร่งแก้ไขหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันมีประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 81% ของจีดีพี เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลต่อการบริโภคภาคประชาชน
นอกจากนี้ ได้เสนอให้จัดทำวาระแห่งชาติ กำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปสร้างความปรองดอง และยุติความขัดแย้ง







