
ประเมินชัตดาวน์กรุงเสียหาย1,000ล้าน/วัน
หอการค้าไทยประเมินผลกระทบชัตดาวน์กรุงเทพฯ เศรษฐกิจเสียหายวันละ 700-1,000 ล้านบาท หากไม่ถึงขั้นปิดสนามบิน-ท่าเรือ เศรษฐกิจยังโตได้3-4%
หอการค้าไทยประเมินผลกระทบชัตดาวน์กรุงเทพฯ เศรษฐกิจเสียหายวันละ 700-1,000 ล้านบาท หากไม่ถึงขั้นปิดสนามบิน-ท่าเรือ เศรษฐกิจยังโตได้3-4%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจประชาชนคาดการณ์ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในการปิดกรุงเทพฯ จำนวน 1,200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-7 ม.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่า จะมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละ 700-1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นภาคการบริโภคที่คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยลดลงวันละ 5-10% หรือเฉลี่ยวันละ 500 ล้านบาท และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่หายไปวันละ 5-10% หรือคิดเป็นมูลค่า 200-500 ล้านบาท
“เบื้องต้นทางศูนย์ฯประเมินการปิดกรุงเทพฯ ไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือก่อนถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะทำให้การบริโภคลดลง คิดเป็นความเสียหาย 1-2 หมื่นล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 2-4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1-0.2% ของจีดีพี โดยแบ่งเป็นภาคบริโภค 5,000-10,000 ล้านบาท และภาคการท่องเที่ยว 5,000-10,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ จะต้องประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่แน่ชัดอีกครั้งว่า จะมีความเสียเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ของการชุมชุมปิดกรุงเทพฯได้ว่าจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน
นอกจากนี้ หากสถานการณ์ไม่รุนแรงถึงขั้นปิดสนามบิน ท่าเรือ และการขนส่งทางต่างๆ ก็จะไม่กระทบต่อภาคการส่งออก แต่หากมีการปิดเส้นทางการขนส่งเพื่อส่งออก ก็จะกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อสินค้า (ออเดอร์) จากต่างประเทศ และจะส่งผลให้ในช่วงไตรมาส 2 ไม่มียอดออเดอร์ใหม่เข้ามา เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศไม่มั่นใจว่าจะส่งสินค้าให้ทันตามกำหนดหรือไม่
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ 3-4% ยังมีความเป็นไปได้ ว่าการเมืองจะยังไม่มีเสถียรภาพ แต่การลงทุนในโครงการของภาครัฐและเอกชนยังเดินหน้าได้ตามแผน นอกจากนี้ยังเชื่อว่า การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น น่าจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่ติดลบ
สำหรับผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ 47.1% มีความกังวลเกี่ยวกับการปิดกรุงเทพฯมากถึงมากที่สุด มีเพียง 5.6% เท่านั้นที่ตอบว่าไม่กังวลเลย และจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยให้แย่ลงถึง 50.3% กระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย 60.2% และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศให้แย่ลง 51.2%
ขณะที่ผลสำรวจพบว่า ในช่วงที่จะมีการปิดกทม. คนกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นถึง 39.4% ขณะที่นอกเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนใหญ่ยังมีการบริโภคและซื้อสินค้าในสัดส่วนเท่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ เริ่มมีการซื้อสินค้ากักตุนไว้ล่วงหน้า เพื่อไว้ใช้ในช่วงที่จะมีการปิดกรุงเทพฯ เพราะกลัวว่าการเดินทางและการขนส่งสินค้าจะไม่สะดวก ทำให้สินค้าขาดตลาดได้
ด้านความคิดเห็นในกลุ่มของผู้ประกอบการพบว่า ส่วนใหญ่ 51.5% มีความกังวลเกี่ยวกับการปิดกรุงเทพฯมากถึงมากที่สุด โดยคาดว่า เมื่อมีการปิดกรุงเทพฯ จะทำให้ยอดขายลดลง 55.2% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40.5% ต้นทุนเพิ่มขึ้น 48.7% จากปัจจุบัน 30.2% สภาพคล่องของธุรกิจลดลง 50.4% จากปัจจุบัน 37.5% และทำให้ความสามารถในการชำระหนี้และการขยายการลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวก็คาดว่า เมื่อมีการปิดกรุงเทพฯจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง 55.7% จากสถานการณ์ปัจจุบัน 41.7% ยอดจอง (ทัวร์และโรงแรม) ลดลงจาก 40.7% จากปัจจุบัน 37.6% และภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อชาวโลกจะแย่ลง 50.7% จากสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 33.2%







