
ทันสถานการณื
ยอดนำเข้ากล่องทีวีดิจิตอลพุ่ง
ยอดนำเข้ากล่องทีวีดิจิตอลพุ่ง
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากสถิติของสำนักงาน กสทช. พบว่า ปี 2556 ไทยนำเข้าอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลกว่า 5 แสนเครื่อง ประกอบด้วยเครื่องรับชมโทรทัศน์ 26 รุ่น จำนวน 67,264 เครื่อง อุปกรณ์รับสัญญาณ (เซต ท็อป บอกซ์) 4 รุ่น จำนวน 232,040 เครื่อง และมีการผลิตเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลเองในประเทศรวม 36 รุ่น จำนวน 21,430 เครื่อง เซต ท็อป บอกซ์ ในประเทศ 10 รุ่น จำนวน 323,250 เครื่อง
สำหรับสถิติการขอออกเครื่องหมายแสดงการได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลแบบที่มีจอภาพแสดงผลหรือไอดีทีวีที่ผ่านการจดทะเบียนแล้วจากสำนักงาน กสทช. มีจำนวน 56 รุ่น 165,996 เครื่อง ซึ่งสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศไทยที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ซึ่งจะเริ่มส่งสัญญาณแพร่ภาพออกอากาศ 24 ช่อง ในวันที่ 1 เม.ย. ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา
กฟผ.ระบายน้ำเขื่อนเหลือ 3,000 ลบ.ม.
นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ 2 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำในเขื่อนค่อนข้างต่ำ โดยเขื่อนภูมิพลเฉลี่ยเหลือ 54% ของความจุกักเก็บทั้งหมด ส่วนเขื่อนสิริกิติ์เหลือ 52% เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาน้ำต้นทุนทั้งสองเขื่อนต่ำอยู่แล้วจากฝนตกท้ายเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าน้อย ดังนั้น ปีนี้ กฟผ.จะระบายน้ำจาก 2 เขื่อนสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวม 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากปกติจะระบายเฉลี่ย 5,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังไม่ต่ำถึงขั้นวิกฤตเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2535
ทั้งนี้ กฟผ.ได้บริหารร่วมกับกรมชลประทานเพื่อดูแลเกษตรกรที่ใช้น้ำในลุ่มเจ้าพระยา โดยน้ำที่ปล่อยจาก 2 เขื่อนจะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน อัตรานี้ถือว่าเพียงพอไปจนถึงช่วงฤดูฝน คือช่วงเดือน พ.ค. 2557 อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาควรลดการทำนาปรังลง
ท่องเที่ยวลุ้น 3 วัน ชัตดาวน์ กทม.
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย ช่วงที่จะมีการปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์ กรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค.นี้ได้ เบื้องต้นต้องติดตามสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1315 ม.ค.นี้ ว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ หากมีการขยายการชุมนุมออกไปอีก หรือกรณีร้ายแรงที่สุดเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจะกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวแน่นอน ซึ่งต้องติดตามทุกเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ประกอบการตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว (ทัวร์ เอเยนซี) หลายแห่งปรับแผนหรือโปรแกรมการท่องเที่ยววันที่ 13 ม.ค. โดยพากลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางออกไปพัทยา หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ใกล้เคียง รวมถึงปรับเส้นทางจุดหมายปลายทางไปแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวอื่น เช่น ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
อุดหนุนผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์
นายประมวล จันทร์พงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.พ. จะมีการลงนามสัญญาการช่วยเหลือเงินลงทุนสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์แก่เอกชนและหน่วยงานอิสระรวม 13 แห่ง โดย พพ.จะใช้เงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่ได้รับการจัดสรรประมาณ 700800 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ลงทุนผลิตไฟฟ้า 13 ราย ผลิตไฟฟ้าแห่งละ 1 เมกะวัตต์ รวม 13 เมกะวัตต์ รายละไม่เกิน 20% หรือวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท เพราะปกติการลงทุนผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ จะใช้งบประมาณอยู่ที่ 100 ล้านบาท
สำหรับผู้ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ทั้ง 13 ราย มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ ความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี การถือครองที่ดิน ผ่านการคัดเลือก 11 ราย จากผู้สมัครรวม 50 ราย และมาจากองค์การส่งเคราะห์ทหารผ่านศึก 2 ราย กระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พื้นที่รายละประมาณ 1,000 ไร่ คาดว่าผู้ลงทุนจะสามารถผลิตไฟฟ้าและเริ่มขายเข้าระบบผ่านการรับซื้อของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ปลายปี 2557 ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าระบบสนับสนุนเงินการผลิตไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง (ฟีด อินทารีฟ) 4.50 บาทต่อหน่วย







