
ไลเซนส์ไทยคม 8 ภารกิจท้าทาย กทค.
บริษัท ไทยคม เพิ่งประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
บริษัท ไทยคม เพิ่งประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังเลื่อนจากปลายปีที่แล้ว ไทยคม 6 ถือเป็นดาวเทียมดวงสุดท้ายภายใต้ระบบสัมปทาน
ขณะที่ดาวเทียมไทยคม 8 ยังคงมีปัญหา หลังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เลื่อนการพิจารณาอนุมัติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (ไลเซนส์) แบบที่ 3 หรือใบอนุญาตสำหรับผู้มีโครงข่ายเป็นของตัวเองให้กับบริษัท ไทยคม จากปลายปี 2556 ที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะการชุมนุมทางการเมืองและความไม่มั่นใจในเรื่องไลเซนส์ จึงเป็นที่น่าจับตาว่า กทค.จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ ทันทีที่มีการประชุมบอร์ดรับศักราชใหม่ในปี 2557
ทั้งนี้ ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง กทค. เสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียว คือ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กับอีก 4 เสียงข้างมากที่เหลือ คือ ความไม่ธรรมดาของการให้ไลเซนส์ไทยคม 8 เนื่องจากเป็นไลเซนส์ที่แฝงไปในไทยคม 7 หลังจากที่ไทยคมได้รับไลเซนส์ให้บริการดวงที่ 7 ไปก่อนหน้า จากกรณีที่รับอาสาจัดหาดาวเทียมเพื่อรักษาวงโคจร 78.5 องศาตะวันออกของประเทศไทยที่กำลังจะหมดอายุ
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า การให้ไลเซนส์ไทยคม 8 เป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ซึ่งควรจะต้องเปิดประมูล เนื่องจากไทยคม 8 ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาวงโคจรของประเทศตามเงื่อนไขที่ไทยคมได้เสนอต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งการให้ไลเซนส์ดวงที่ 8 เท่ากับว่าจะมีดาวเทียมอยู่บนวงโคจรเดียวกัน 3 ดวง ทั้งที่มีเพียง 2 ดวงใหม่ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรักษาวงโคจรของไอซีที
“สาเหตุที่ไทยคมต้องเร่งรีบขอไลเซนส์ดวงที่ 8 เพื่อให้มีดาวเทียมดวงใหม่และช่องสัญญาณที่มากขึ้นในการรองรับทีวีดิจิตอลที่จะเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง หลังการประมูลเสร็จสิ้นลง” นพ.ประวิทย์ กล่าว
สำหรับดาวเทียมที่ทำหน้าที่รักษาวงโคจรมี 2 ดวง คือ ไทยคม 6 รักษาวงโคจร 120 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงสุดท้ายภายใต้สัญญาสัมปทาน และไทยคม 7 ที่ 78.5 องศาตะวันออก ดำเนินการภายใต้ไลเซนส์ และจะส่งผลให้ไทยคมมีดาวเทียมอยู่บนวงโคจรทั้งหมด 4 ดวง คือ ไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ และไทยคม 5 ที่ 119.5 และ 78.5 องศาตะวันออก ขณะที่ไทยคม 8 นั้น ไทยคมต้องการเพิ่มช่องสัญญาณจากไทยคม 5 ที่เต็มแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ กทค.เสียงข้างมากจะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กทค. ด้านกฎหมาย กล่าวว่า กทค.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะยกร่าง พ.ร.บ.ดาวเทียมใหม่หรือปรับปรุงกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ให้ครอบคลุมกิจการดาวเทียม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำกับดูแลมากขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบัน กทค.ไม่สามารถกำกับดูแลกิจการดาวเทียมได้เต็มที่ เพราะไม่มีกฎหมายดาวเทียมโดยเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาให้ใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการดาวเทียมต้องอิงกับ พ.ร.บ.กสทช. และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดขอบข่ายในการกำกับกิจการดาวเทียม ทำให้การออกกฎกติกาต่างๆ เป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้ ยังไม่มีการกำหนดรูปแบบกิจการที่ชัดเจนว่าเป็นกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ที่เปิดประมูลหรือไม่ เนื่องจาก กทค.ได้วางรูปแบบการให้ไลเซนส์ไว้ คือ ภาคพื้นดิน (เอิร์ท ไลเซนส์) และภาคอวกาศ (สเปซ ไลเซนส์) โดย กทค.มีสิทธิให้ไลเซนส์เฉพาะภาคพื้นดิน ขณะที่ภาคอวกาศต้องเจรจาร่วมกันกับประเทศอื่นๆ
ขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม กล่าวว่า การยิงดาวเทียมไทยคม 8 และ 9 จัดอยู่ในแผนธุรกิจของไทยคมที่วางไว้ โดยวางไว้ทั้งสองดวง เพื่อรองรับการใช้งานทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และบรอดคาสต์ ที่จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจบรอดแบนด์และโทรทัศน์
ปัจจุบันไทยคมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ไอซีทีที่ 20.5% จนถึงปี 2559 และจะเพิ่มเป็น 22.5% ในปี 2560 ก่อนหมดสัมปทานปี 2564
อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนหน้านี้ไอซีทีจะประกาศชัดเจนว่าไม่ได้ผูกขาดสัมปทานดาวเทียมให้กับไทยคมเพียงรายเดียว แต่ไม่มีเอกชนรายใดมายื่นขอทำดาวเทียมเลย และการรักษาวงโคจรก็เป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่อปกป้องทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าการให้ไลเซนส์จะออกมาในรูปแบบใด ไทยคมก็อยู่ในสถานะ “เป็นต่อ” จากไลเซนส์ครั้งนี้อยู่ดี







