
ยางพาราเสี่ยงสต๊อก2แสนตันฉุดราคา
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ปี 2556 ดูเหมือนจะเป็นปีที่ชาวสวนยางพาราประสบปัญหามากที่สุดจากการที่ราคายางพารารูดต่ำเหลือกิโลกรัม (กก.) ละ 70 บาท จากที่เคยทำสถิติสูงสุดถึง กก.ละ 200 บาท ซึ่งเป็นผลจากการที่ผลผลิตยางในตลาดโลกสูงขึ้น และคู่ค้าใหญ่อย่างจีน ลดปริมาณการใช้ลงจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาวะราคายางพาราของไทยในปี 2557 ก็ยังไม่สดใสนัก จากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ผลผลิตส่วนเกินของโลกยังมีอยู่สูง
พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต ประธานกรรมการบริหารบริษัทวงศ์บัณฑิต อดีตนายกสมาคมยางพาราไทย ประเมินว่าปริมาณผลผลิตยางพาราโลกปีนี้ มีประมาณ 11.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.6% และจะเพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 12.4 ล้านตัน ในปี 2558 ขณะที่อุปสงค์ยางโลก คาดว่ามีประมาณ 11.6 ล้านตันในปี 2557 และ 12.1 ล้านตัน ในปี 2558 โดยจีนจะมีปริมาณใช้ยางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อินเดียจะใช้ลดลง ส่งผลให้ปริมาณยางส่วนเกินของโลกมีประมาณ 2 แสนตันในปีนี้ และ 2.5 แสนตัน ในปี 2558 เทียบกับปี 2556 ที่มีประมาณ 1.3 แสนตัน สำหรับไทยคาดว่าจะมีผลผลิต 3.64.0 ล้านตันเพิ่มขึ้น 6%
สำหรับแนวโน้มราคายางพารา คาดว่าจะทรงตัว ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่า เศรษฐกิจโลก ปี 2557 จะเติบโต 3.6% ทำให้ราคายางพาราแกว่งตัวใกล้เคียงปี 2556 ที่ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ประมาณ 7075 บาทต่อ กก.ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ประมาณ 7285 บาทต่อ กก.โดยราคาซื้อขายยางผ่านตลาดล่วงหน้าจะไม่ผันผวนมากนัก เนื่องจากทั่วโลกรู้ว่ารัฐบาลไทยมียางในโครงการรักษาสถียรภาพราคายางอยู่ประมาณ 2.2 แสนตัน รัฐบาลจึงต้องเร่งหามาตรการใช้ยางในสต๊อกเพื่อลดปริมาณยางส่วนเกิน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยางพาราปี 2557 ยังมีสัญญาณเป็นบวก โดยรัฐบาลไทยควรจับมือกับสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) ให้เข้มข้นมาก เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน
อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) อดีตประธานสมาพันธ์ชาวสวนยาง กล่าวว่า โครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของรัฐ ที่รับซื้อยางราคา กก.ละ 104 บาท เป็นการบิดเบือนตลาด ทำให้สถานะของยางเหมือนข้าว คือไม่สามารถส่งออกไปขายได้เพราะแพงกว่าประเทศอื่น และส่งผลให้ราคายางพาราปี 2557 ไม่ขยับขึ้นมากนัก เพราะสต๊อกยางของไทยไปค้ำตลาดโลกไว้
ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นควรมีมาตรการชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของอาเซียนและของโลก เพื่อแย่งชิงกับมาเลเซียที่ประกาศตัวแล้วว่าภายในปี 2020 มาเลเซียจะเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก ทั้งที่มีพื้นที่ปลูกยางและผลผลิตน้อยกว่าไทยมาก
นอกจากนี้ สป.และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนายางพาราอย่างยั่งยืน เป้าหมายหลัก คือเสริมการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า มากกว่าจะส่งออกยางแผ่นดิบ โดยปัจจุบันไทยใช้ยางแปรรูปในประเทศไม่ถึง 15% จึงได้แนะนำให้รัฐสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ผู้แปรรูปยางพาราเพื่อรวมตัวกันผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง ที่มีแนวโน้มความต้องการใช้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีการใช้ยางแผ่น
อย่างไรก็ตาม สป.ได้เสนอจุดด้อยเกี่ยวกับยางพาราของไทย ประกอบด้วย 1.นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่เน้นการแก้ปัญหาการเมืองเพียงอย่างเดียว 2.กฎข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มีหลายบทบัญญัติที่เป็นอุปสรรค กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายแรงงาน และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 3.แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ 4.โลจิสติกส์ของไทยมีต้นทุนสูง 5.การเก็บภาษีผู้ส่งออกยางที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน







