
บทบาทหน้าที่กรรมการ กรณีการควบรวมกิจการ (4)
ในตอนที่แล้วผมนำเสนอเรื่องบริษัทมหาชนที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนและบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และอธิบายเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการของบริษัทมหาชนที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ (Duty of Obedience) ความระมัดระวัง (Duty of Care) และความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty) รวมทั้งต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ ของบริษัท และมติของคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้งในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทย่อย
ในตอนที่แล้วผมนำเสนอเรื่องบริษัทมหาชนที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนและบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และอธิบายเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการของบริษัทมหาชนที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ (Duty of Obedience) ความระมัดระวัง (Duty of Care) และความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty) รวมทั้งต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ ของบริษัท และมติของคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้งในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทย่อย
วันนี้เรามาดูกันในเรื่องของหน้าที่อื่นๆ ของกรรมการกันต่อ
2.กฎหมายได้วางกรอบหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต โดยได้วางหลักเกณฑ์หน้าที่ความรับผิดชอบและความระมัดระวังไว้ว่า หากกรรมการใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง (Duty of Care) ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้วถือได้ว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวังแล้ว กรรมการและบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องรับผิดชอบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการตัดสินใจหรือสามารถอ้างเพื่อต่อสู้คดีหากมีการฟ้องร้อง
2.1 ความรับผิดชอบและความระมัดระวังนั้น กรรมการจะต้องกระทำ “เยี่ยงวิญญูชนผู้ประกอบธุรกิจนั้น” จะพึงกระทำภายใต้สถานการณ์อย่างเดียวกัน
มีคำถามว่า “เยี่ยงวิญญูชน ผู้ประกอบธุรกิจนั้น” พึงจะกระทำภายใต้สถานการณ์เช่นว่านั้น หมายถึงอะไรหากเทียบเคียงกันกับมาตรา 1168 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดว่า กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลผู้ประกอบการค้าขายด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับในพจนานุกรมได้กำหนดความหมายของคำว่า “วิญญูชน” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลรู้ผิดรู้ชอบตามปกติ โดยจะต้องคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งตัวบุคคลของผู้กระทำของเพศ วัย ความรู้ ประสบการณ์ ประกอบด้วยพฤติการณ์แวดล้อมและกระทำการด้วย” ดังนั้น มาตรฐานวิญญูชนของธุรกิจอาจแตกต่างกันได้ เช่น หากเป็นสถาบันการเงินมาตรฐานก็อาจจะแตกต่างไปจากบริษัทธรรมดาได้ โดยกรรมการจะต้องพิสูจน์ได้ว่า การกระทำเยี่ยงวิญญูชนจะพึงกระทำในสถานการณ์อย่างเดียวกันนั้นด้วย
กฎหมายไทยได้นำเอาหลักที่เรียกว่า “Business Judge Rule” หรือหลักการตัดสินใจทางธุรกิจของต่างประเทศมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่า หากได้พิจารณาเรื่องใดๆ ถ้ากระทำการตัดสินใจที่มีลักษณะดังต่อไปนี้แล้ว ก็ให้ถือว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและระมัดระวังแล้ว
(1) การตัดสินใจนั้นได้กระทำไปโดยความเชื่อโดยสุจริตและสมเหตุผลว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ
(2) การตัดสินใจได้กระทำบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อโดยสุจริตว่าเพียงพอ และ
(3) การตัดสินใจนั้นตนไม่มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องที่ตัดสินใจนั้น
นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวัง หรือ Duty of Care กฎหมายยังให้คำนึงถึงปัจจัยในการตัดสินพิจารณาว่าในการตัดสินคณะกรรมการได้มีการใช้ความระมัดระวังหรือไม่ คือ
(1) ตำแหน่งที่บุคคลดังกล่าวดำรงอยู่ ณ เวลานั้น
(2) ขอบเขตของความรับผิดชอบของตำแหน่งของบุคคลในบริษัทดังกล่าวตามที่กฎหมายได้กำหนดหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ
(3) คุณสมบัติความรู้ความสามารถ รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้ง
โดยหลักเกณฑ์ข้างต้นจะมีส่วนในการนำมาพิจารณาในการประกอบว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยความระมัดระวังหรือไม่ อันจะทำให้กรรมการไม่ต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย ดังนั้น ในการตัดสินใจของคณะกรรมการและผู้บริหารดังกล่าว ควรต้องนำหลักกฎหมายข้างต้นมาพิจารณาประกอบด้วย
นอกจากหลักว่าด้วยการดำเนินการเยี่ยงวิญญูชนแล้ว ยังมีเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการอีกด้วย แต่เอาไว้ตอนหน้านะครับ







