posttoday
จันทรา แอสซรี ยักษ์ปริโตรเคมีแดนอิเหนา

จันทรา แอสซรี ยักษ์ปริโตรเคมีแดนอิเหนา

02 มกราคม 2557

ตลาดปิโตรเคมีของอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมาเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมโยงในสายการผลิต อีกทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบและการไม่เชื่อมต่อกับธุรกิจน้ำมัน ส่งผลให้อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศถึง 50% ของความต้องการบริโภคในประเทศ

ตลาดปิโตรเคมีของอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมาเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมโยงในสายการผลิต อีกทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบและการไม่เชื่อมต่อกับธุรกิจน้ำมัน ส่งผลให้อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศถึง 50% ของความต้องการบริโภคในประเทศ

ปัจจุบัน หนึ่งในบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีของอินโดนีเซียที่น่าจับตามอง คือ “พีที จันทรา แอสซรี ปิโตรเคมิคัล” (Chandra Asri) ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนรายได้เกือบ 40% ของตลาดปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งเดียวในอินโดนีเซีย ต่างกับบริษัทอื่นที่ผลิตแบบเฉพาะเจาะจงในบางขั้นของห่วงโซ่การผลิต

การวางตัวเป็นบริษัท Commodity Petrochemical ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีครบครัน ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดปิโตรเคมีในอินโดนีเซียของจันทรา แอสซรี ไม่เพียงแค่อินโดนีเซียจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่างแข็งแกร่ง แต่การเน้นบริโภค Commodity Petrochemical ที่หลากหลาย ทำให้จันทรา แอสซรี ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศได้ดี

เนื่องจากประเทศยังขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีประเภทนี้ และอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ซึ่งอาจต้องใช้เวลากว่า 10 ปี จึงจะพึ่งพาตัวเองได้ ขณะเดียวกัน การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ครอบคลุมของบริษัท ก็ส่งผลให้ผู้เล่นในธุรกิจนี้หลายรายต้องพึ่งพาวัตถุดิบของจันทรา แอสซรี เป็นหลัก นอกจากนี้ แนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแดนอิเหนาที่อนาคตจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5% ต่อปี จากอดีตที่เคยโตน้อยกว่า 2% ก็ยิ่งเป็นโอกาสของจันทรา แอสซรี เช่นกัน

ทว่า การยังเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีแบบ Naphtha base คือใช้วัตถุดิบที่สกัดได้จากน้ำมันดิบซึ่งราคาสูงกว่าวัตถุดิบอย่างก๊าซธรรมชาติ ทำให้จันทรา แอสซรี ต้องวางกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ เพราะหากไม่ปรับตัวก็อาจส่งผลให้สูญเสียความสามารถด้านการแข่งขันในอนาคต

สังเกตได้ว่าบริษัทปิโตรเคมีหลายรายในเอเชียเริ่มหันไปใช้วัตถุดิบที่ราคาต่ำลง เช่น จีน ที่ปรับตัวมาใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทิลีน ทำให้แบกรับต้นทุนน้อยกว่าการใช้แนฟทา หรือกรณีการร่วมทุนของบริษัทน้ำมันรายยักษ์ของอินโดนีเซียอย่างเปอร์ตามินา (Pertamina) กับ PTTGC ของไทยเพื่อลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีแบบครบวงจร ซึ่งเปอร์ตามินามีโรงกลั่นของตนเอง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันที่ใช้เป็นวัตถุดิบได้ ในขณะที่จันทรา แอสซรี ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น

ในอนาคตการแสวงหาหุ้นส่วนธุรกิจ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัท โดยที่ผ่านมาจันทรา แอสซรี ได้ยอมรับการเข้ามาซื้อกิจการบางส่วนของเอสซีจี ซึ่งมองอินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อภายในแข็งแกร่งมาก อีกทั้งยังใช้เป็นฐานการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่จันทรา แอสซรี เล็งเห็นว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ทั้งในแง่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อขยายกำลังการผลิตและการเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและตอบสนองตลาดได้มากขึ้น

EIC มองว่า จันทรา แอสซรี มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไปได้ และในอนาคตจะผลักตัวเองเข้าสู่ตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยการแสวงหาหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นอีกกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองไปเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ช่วยลบจุดอ่อนของ Naphtha base และทำให้ผงาดขึ้นเป็นบริษัทปิโตรเคมีระดับแนวหน้าของอาเซียนในอนาคต

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69