
สหกรณ์คลองจั่นชนวนระเบิดความเสี่ยงละลายสหกรณ์ไทย
ปัญหาการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่าเสียหายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท โดย ศุภชัย ศรีศุภอักษร
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ปัญหาการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่าเสียหายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท โดย ศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นและพวก อยู่ระหว่างการดำเนินการ และถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าอายัดทรัพย์สินไปแล้วนั้น ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของสหกรณ์ฯ ไม่สามารถที่จะเบิกถอนเงินได้
ปัญหาได้ลุกลามสั่นคลอนระบบสหกรณ์ทั้งระบบ ที่ถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือ และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และมีนโยบายที่จะลดวงเงินให้กู้ ในขณะเดียวกันสมาชิกก็แห่ถอนเงิน เพราะกลัวความเสี่ยงจะเกิดปัญหาเหมือนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านมาเกือบครบ 1 ปี ที่ยังไม่เห็นแสงสว่างในการแก้ไขปัญหา และทำท่าปัญหาจะยิ่งยุ่งยากเกินที่จะเยียวยาแก้ไข
เริ่มนับเวลาถอยหลังที่คณะกรรมการกรรมการชั่วคราวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้งคณะทำงานเพื่อเข้ามาช่วยสะสางวิกฤตการขาดแคลนสภาพคล่อง เพื่อมาแก้ไขปัญหาภายใน 180 วัน เริ่มจากวันที่ 8 ต.ค. 2556 สิ้นสุดวันที่ 8 เม.ย. 2557
แค่เริ่มแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ไม่ถึงเดือน วิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ในฐานะประธานกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ฯ คนแรก พร้อมด้วยกรรมการอีก 4 ท่าน ทั้งๆ ที่มาทำงานได้ไม่ถึงเดือนก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลการลาออกเพราะ เนื่องจากให้เหตุผลว่าได้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้วเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกินความสามารถของตนในการที่จะแก้ไขให้สำเร็จได้ จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งได้รับความกดดันอย่างหนัก
ในขณะเดียวกันต้องการกระตุ้นต่อมรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจ ต้องเร่งยื่นมือเข้ามาเยียวยาแก้ไข เติมเงินเข้ามาอุดหนุนกอบกู้วิกฤต พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ระบุปัญหาหนักหนาสาหัสหากทางการยังนั่งนิ่งเฉยกับปัญหา รับรอง...พังทั้งระบบ!!!
ในที่สุดก็ดึง เฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการชั่วคราว ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการกรรมการชั่วคราวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แทน
โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการชั่วคราวฯ ได้พยายามที่จะเสนอแผนการฟื้นฟูฯ รวมทั้งเข้าพบ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาลุกลามและกระทบกับสหกรณ์ทั้งระบบ แต่เรื่องก็ยังเงียบไม่มีอะไรคืบหน้า
ล่าสุด เฉลิมพล กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ส่งแผนฟื้นฟูฯ สหกรณ์เครคิตยูเนี่ยนคลองจั่นใหม่ ให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ทั้งนี้จะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่ 3 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูดังกล่าวประกอบด้วย 1.ด้านบริหารจัดการ โดยได้เสนอให้มีการออกกฎระเบียบการบริหารจัดการใหม่ เช่น ระเบียบการเบิกจ่ายเงินทดรองจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีกฎระเบียบทำให้คนคนเดียวสามารถเบิกเงินทดรองจ่ายได้
2.แผนด้านการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องรุนแรงในขณะนี้ โดยเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นตัวแทนในการเจรจาหาทางช่วยหาเงินทุนวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในสหกรณ์และปล่อยกู้เพื่อหารายได้มาชดเชย เช่นการกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์
3.ขอให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย และขบวนการสหกรณ์ต่างๆ ให้การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (ชอฟต์โลน) เพื่อให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนำเงินไปบริหารปล่อยเงินกู้สมาชิกเพื่อที่จะมีรายได้นำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยและชำระหนี้คืนเจ้าหนี้
ในขณะเดียวกันได้เร่งดำเนินคดีความที่มีการฟ้องร้องกับอดีตผู้บริหารที่ฉ้อโกงเงินไป รวมทั้งเร่งรัดติดตามหนี้สมาชิก 28 ราย วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท และติดตามเงินทดรองจ่าย 3,000 ล้านบาท คืนกับมาให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนสมาชิกรายย่อย ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้จัดตั้งทีมงาน เพื่อมอบหมายให้ไปติดตามเงินจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร และสมาชิกสมทบ 28 ราย รวมเป็นมูลหนี้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ขอให้คืนเงินเพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง และช่วยกันรักษาระบบสหกรณ์ไว้” เฉลิมพล กล่าว
นอกจากนี้ ลดค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยโดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายให้กับสมาชิกที่มาฝากเงินจาก 5.5% เหลือประมาณ 3%
“ขณะนี้ยอมรับว่าแผนการฟื้นฟูฯ คงดำเนินการได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ เบื้องต้นอาจจะยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาได้บ้าง เนื่องจากไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอำนาจอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะอนุมัติเงินให้กู้ยืมได้ แต่คงไม่ได้มากนัก” เฉลิมพล กล่าว
นอกจากนี้ ลดค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยโดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายให้กับสมาชิกที่มาฝากเงินจาก 5.5% เหลือประมาณ 3%
“ขณะนี้ยอมรับว่าแผนการฟื้นฟูฯ คงดำเนินการได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ เบื้องต้นอาจจะยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาได้บ้าง เนื่องจากไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอำนาจอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะอนุมัติเงินให้กู้ยืมได้ แต่คงไม่ได้มากนัก” เฉลิมพล กล่าว
ปัญหาการฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นคดีประวัติศาสตร์ของแวดวงสหกรณ์ไทยที่มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และมีสมาชิกสหกรณ์รายย่อยที่อาจจะได้รับความเสียหายเป็นแสนคนที่ได้รับความเดือดร้อน หากรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจยังนิ่งเฉย ไม่แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และไม่กล้าที่ตัดเนื้อร้ายออกจากระบบได้ รับรองเหตุการณ์นี้จะเป็นชนวนจุดระเบิดลูกใหญ่ที่จะทำลายระบบสหกรณ์ไทยทั้งหมดล่มสลายไปก็ได้







