posttoday
คลังไม่ขาดทุนถ้าไม่ขายหุ้นแบงก์ทหารไทย

คลังไม่ขาดทุนถ้าไม่ขายหุ้นแบงก์ทหารไทย

01 มกราคม 2557

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ลือกระฉ่อนตลอดทั้งปี 2556 ว่า มีธนาคารต่างชาติหลายแห่งสนใจจะเข้าซื้อหุ้นของธนาคารทหารไทย ในส่วนที่กลุ่มไอเอ็นจีจากเนเธอร์แลนด์ถืออยู่ 25.16% ซึ่งทางกระทรวงการคลังยืนยันว่า หากทางกลุ่มไอเอ็นจีตกลงขายหุ้นเมื่อไหร่ กระทรวงการคลังก็จะขายหุ้นในสัดส่วนที่ถืออยู่ 26.06% ให้ด้วย

มีข่าวลือมาตลอดทั้งปีว่า มีธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารจากจีน 1 ราย และ ธนาคารมิตซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป โดยทางไอเอ็นจีได้ประกาศตั้ง เจพี มอร์แกน และโกลด์แมน แซคส์ เป็นที่ปรึกษาในการขายหุ้น ธนาคารทหารไทย อย่างเป็นทางการ

แต่ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย ปฏิเสธตลอดมาว่า ไม่มีธนาคารใดสนใจจะซื้อหุ้น เพราะยังไม่มีใครเข้ามาทำดิวดิลิเจนต์กับธนาคารเลยแม้แต่รายเดียว

และไม่นานทางธนาคารมิตซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความสนใจจะเข้าซื้อหุ้นของธนาคารทหารไทย ในขณะที่ธนาคารทหารไทย ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปีนี้ มีอัตราการเติบโตของกำไรดีที่สุดถึง 67.28% เป็น 1,869.97 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,119.16 ล้านบาท

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของทีเอ็มบีในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะปรับตัวดีขึ้นกว่าทุกไตรมาสที่ผ่านมา และปีนี้ผลประกอบการก็จะสูงกว่าที่ตั้งไว้ หลังจากการตั้งสำรองไปมากแล้วใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของโลกอย่าง สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้เพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือให้กับแบงก์ทหารไทย เป็น BBB ซึ่งเทียบเท่ากับเครดิตประเทศ และ MSCI ก็นำเข้าไปคำนวณในดัชนี แสดงให้เห็นถึงฐานะของแบงก์ที่แข็งแกร่งขึ้นมาโดยลำดับ

บุญทักษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอที่ธนาคารแห่งนี้ ตัวเลขหลายตัวที่เป็นดัชนีชี้วัดฐานะการเงินดีขึ้นมาก

ROA (อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์) ในปี 2552 อยู่ที่ 0.37% แต่ในไตรมาส 3 ของปี 2557 เพิ่มขึ้นมาเป็น 0.39% ส่วน ROE (อัตราผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น) ปี 2552 อยู่ที่ 4.44% แต่ในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 3.17% ส่วนกำไรสุทธิของธนาคารเพิ่มขึ้นจาก 6.67% เป็น 12.69%

ราคาหุ้นก็เพิ่มจาก 1.24 บาท เป็น 2.20 บาท เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันสิ้นปี

มูลค่าหุ้นทางบัญชีเพิ่มจากหุ้นละ 1.07 บาท เป็น 1.37 บาท และธนาคารเริ่มจ่ายเงินปันผลได้ตั้งแต่ปี 2554 ปันผลหุ้นละ 0.95 บาท ปี 2555 ปันผลหุ้นละ 1.61 บาท และปี 2556 น่าจะจ่ายปันผลได้สูงกว่านี้ หากผลประกอบการยังดีอยู่

“หากเรายังทำผลงานได้ดี มีกำไรสูงในระดับนี้ติดต่อกันอีกแค่ 34 ปีเท่านั้น มูลค่าหุ้นทางบัญชีจะเพิ่มขึ้น มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น กระทรวงการคลังไม่จำเป็นที่จะต้องขายหุ้นของธนาคารออกไปให้รายอื่น ให้ถูกคำครหาหากขายราคาต่ำ เพราะความสามารถในการทำกำไรของเราสูงขึ้นมาก” บุญทักษ์ กล่าว

ด้าน บล.เคจีไอ ระบุว่า ธนาคารทหารไทย ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์มากกว่า 20% จากราคาปัจจุบันที่ 2.322.34 บาท และแนวโน้มผลประกอบการจะออกมาดี แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท

กำไรที่คาดว่าปีนี้จะทำได้ 5,500 ล้านบาท เติบโต 240% จากปีก่อนหน้า ซึ่ง 9 เดือนที่ผ่านมาทำไปแล้ว 3,900 ล้านบาท ประกอบกับการตั้งสำรองที่ลดลงทำให้โดยรวมพื้นฐานของธนาคารถือว่ายังดีอยู่

สำหรับสินเชื่อในปีนี้จะเติบโตได้ 9% และปีหน้าที่ 8% โดยเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าหมายในยามที่สถานการณ์การเมืองเป็นเช่นนี้และสถานการณ์จากต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนอยู่ ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงอย่างต่อเนื่อง และ ROE ก็เดินหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ทำให้ยังมีอัพไซด์อยู่ถึง 20%

อย่างไรก็ตาม กำไรของธนาคารในปี 2557 คาดการณ์ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท เติบโต 37% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม โดยในระบบธนาคารคาดว่าจะเติบโต 13% ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุน คือ สินเชื่อมีการเติบโตและการตั้งสำรองที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า การที่ราคาหุ้นแบงก์ทหารไทยร่วงลงมาอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนที่เคยเข้ามาเก็งกำไรก่อนหน้านี้ เพราะมั่นใจว่าจะเกิดการซื้อขายหุ้นระหว่างคลังกับนักลงทุนรายใหม่ แต่เมื่อเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎร จึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นภายในเร็วๆ นี้ จึงเกิดแรงเทขายออกมา

บุญทักษ์ กล่าวว่า จากความพยายามของธนาคารที่จะสร้างความแตกต่าง และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ก็ทำให้ได้ลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น การพลิกฟื้นกลับมาจากธนาคารที่มีการขาดทุนสะสมเป็นหมื่นล้านบาท เป็นธนาคารที่มีกำไรจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา หลังจากที่ไม่เคยจ่ายมากว่า 14 ปี ต้องใช้เวลาในกระบวนการเปลี่ยนผ่านยาวนานกว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 2551

สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2557 ยังเป็นแผนธุรกิจที่รวมอยู่ในแผน 5 ปีที่ยังไม่เปลี่ยนกลยุทธ์หลัก โดยตั้งเป้าขยายสินเชื่อในระดับมากกว่า 10% บนสมมติฐานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 45%

ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในอัตรา 11.5 เท่าของจีดีพี โดยเน้นเรื่องธุรกรรมการเงินที่แตกต่างเป็นหลัก รวมถึงขยายสินเชื่อในกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนสูงและลดกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนน้อย โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และซัพพลายเชนที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนจากภาครัฐและภาคส่งออกที่จะปรับตัวดีขึ้น

ระยะยาวคาดหวังจะเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 35% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่จะชะลอเหลือสัดส่วน 30% ส่วนหนึ่งลูกค้าสามารถระดมทุนหลายวิธี อีกทั้งผลตอบแทนต่ำ และสินเชื่อรายย่อยจะปรับพอร์ตเป็น 20% จากปัจจุบันมีอยู่ 18%ด้านนางกาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล บมจ.ธนาคารทหารไทยกล่าวว่า สิ้นปีหน้าสินเชื่อรายย่อยจะเพิ่มเป็น 89 หมื่นล้านบาท สิ้นปีนี้อยู่ที่ 78 หมื่นล้านบาท โดยหลักๆมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตขยายตัว 30%สินเชื่อบ้าน 15% ทั้งนี้ บัตรเครดิตนั้นจะเน้นฐานลูกค้าเดิมที่ยังไม่ใช้บัตรเครดิต คาดว่าภายใน 3 ปี(2557-2559) จะมีฐานเพิ่มเป็น 3 แสนใบและในปีที่ 5 ฐานบัตรเครดิตจะขยายเป็น 1 ล้านใบขณะที่สิ้นปีเอ็นพีแอลไม่เกิน 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 23%


กลุ่มใกล้ชิดนักการเมืองทยอยเก็บ TMB ตั้งแต่ 2.30 บาท ซื้อหมด รอสัญญาณลากก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 หลังเทขายทำกำไรไปตอน 2.70-2.80 บาท ด้านโบรกฯยังให้พื้นฐาน 3.00 บาท ส่วนการซื้อขายหุ้นรอเลือกตั้งเสร็จค่อยสรุป

แหล่งข่าวจากตลาดทุน เผยว่า กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองพรรครัฐบาล ได้เริ่มเข้ามาทยอยเก็บหุ้นแบงก์ทหารไทย หรือ TMB ตั้งแต่ระดับราคาที่ 2.30 บาท จากก่อนหน้านี้ที่ขายออกไปที่บริเวณราคา 2.70-2.80 บาท เพื่อทำกำไร หลังจากดีลซื้อขายแบงก์ทหารไทยจากไอเอ็นจีกรุ๊ปมีสัญญาณว่าจะเลื่อนออกไปอีกหลายเดือน นอกจากนี้กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศยังเข้ามาเก็บผ่านเอ็นวีดีอาร์กว่า 13,28-4,120 บาท เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม

“กลุ่มใกล้ชิดนักการเมืองเข้าทยอยเก็บหุ้นทหารไทยตั้งแต่ระดับราคา 2.30 บาท หลังจากเทขายทำกำไรไปตอนราคา 2.702.80 บาท”

ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวคาดว่าผลประกอบการของแบงก์ทหารไทยไตรมาสที่ 4 จะออกมาดี และจะไล่ราคาอีกครั้งก่อนประกาศผลประกอบการ ส่วนดีลซื้อขายต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาหลังเลือกตั้งเดือนก.พ.ปีหน้า โดยสถาบันการเงินที่เข้าเจรจากับไอเอ็นจีกรุ๊ปขณะนี้ ได้ขอเลื่อนการตัดสินใจซื้อหุ้นแบงก์ทหารไทย หรือ TMB ออกไปก่อน หลังจากการเมืองภายในประเทศของไทยยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งผู้ซื้อเป็นห่วงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของไทยหากมีรัฐบาลใหม่

ด้านบล.เคจีไอ ระบุว่า TMB ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์มากกว่า 20% จากราคาปัจจุบันที่ 2.32-2.34 บาทและแนวโน้มผลประกอบการจะออกมาดี แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า การที่ราคาหุ้น TMB ร่วงลงมาอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนที่เคยเข้ามาเก็งกำไรก่อนหน้านี้ เพราะมั่นใจว่าจะเกิดการซื้อขายหุ้นระหว่างคลังกับนักลงทุนรายใหม่ แต่เมื่อเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นภายในเร็วๆ นี้จึงเกิดแรงเทขายออกมา

โดยรวมแล้วพื้นฐานของ TMB ยังถือว่าดี เช่น กำไรที่คาดว่าปีนี้จะทำได้ 5,500 ล้านบาท เติบโต 240% จากปีก่อนหน้า ซึ่ง 9 เดือนที่ผ่านมาทำไปแล้ว 3,900 ล้านบาท ประกอบกับการตั้งสำรองที่ลดลงทำให้โดยรวมพื้นฐานของธนาคารถือว่ายังดีอยู่

สำหรับสินเชื่อในปีนี้จะเติบโตได้ 9% และปีหน้าที่ 8% โดยเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าหมายในยามที่สถานการณ์การเมืองเป็นเช่นนี้ และ สถานการณ์จากต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนอยู่ ส่วน NPL ลดลงอย่างต่อเนื่อง และ ROE ก็เดินหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยทำให้ยังมีอัพไซด์อยู่ถึง 20%

“ที่ผ่านมานักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรเรื่องการขายหุ้น พอรัฐบาลล้มโต๊ะก็เชื่อว่าเรื่องนี้จะยังไม่เกิด และน่าจะชะลอออกไป โดยทำให้เกิดแรงเทขายออกมา แต่พื้นฐานเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงทั้งกำไร และสินเชื่อ” นายธนเดช กล่าว

อย่างไรก็ตาม กำไรของธนาคารในปี 2557 คาดการณ์ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท เติบโต 37% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม โดยในระบบธนาคารคาดว่าจะเติบโต 13% ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุน คือ สินเชื่อมีการเติบโต และการตั้งสำรองที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

“การตั้งสำรองไตรมาส 4/56 จะกลับมาเป็นปกติ

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว