
ชวนดูหนังเพื่อนบ้านถึงเวลาต้องรู้จักกัน
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
แม้กลุ่มอาเซียนจะรวมตัวกันมายาวนาน อีกทั้งกำลังจะกระชับมาเป็นประชาคมที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง เรารู้จักกันมากน้อยแค่ไหน และพร้อมจะทำความรู้จักกันหรือยัง โดยเฉพาะผ่านโลกภาพยนตร์ที่เข้าถึงง่าย
สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มฟิล์มกาวัน ซึ่งจัดฉายภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน เล่าว่า เมื่อมองพัฒนาการของอุตสาหกรรมหนังในอาเซียน ต้องยอมรับว่าไม่ใช่กระแสหลักของโลก และถูกครอบงำจากหนังฮอลลีวู้ด แต่อุตสาหกรรมหนังท้องถิ่นก็กำลังเติบโตค่อนข้างดี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในเกือบทุกประเทศ
เริ่มจากอุตสาหกรรมหนังอินโดนีเซียโตเร็วมากตั้งแต่สิ้นสุดระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซูฮาร์โตในปี 2541 เมื่อมีเสรีภาพมากขึ้น ทำให้แต่ละปีอินโดนีเซียผลิตหนังมากพอๆ กับไทย ประกอบกับตลาดมีขนาดใหญ่ หนังดีๆ บางเรื่องมีคนดูมากถึง 5 ล้านคน
ตลาดหนังเวียดนามก็โตรวดเร็วในช่วง 23 ปีมานี้ โดยมีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นแตะ 12 ล้านคนในปี 2555 เช่นเดียวกับโรงหนังที่ขยายตัวมากขึ้น รวมถึงการผลิตหนังที่คึกคักขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งประเด็นเรื่องเกย์ เพศสภาพ หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ
ส่วนฟิลิปปินส์ ผลิตหนังมากเป็นอันดับ 3 ของโลกตั้งแต่ยุค 1990 โดยรวมตลาดหนังยังทรงตัว และคนฟิลิปปินส์ยังสนับสนุนหนังท้องถิ่น รวมทั้งนิยมดาราไทยมากขึ้น เช่น มาริโอ้ เมาเร่อ
สิงคโปร์ ตลาดมีขนาดเล็ก แต่มีกำลังซื้อสูง และมีหนังท้องถิ่นที่ได้รับการตอบรับดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมหนังสิงคโปร์ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ กลับมุ่งไปที่กลุ่มผู้บริโภคชาวจีนที่มีจำนวนมากทั่วโลก
สำหรับมาเลเซีย น่าสนใจตรงที่มีความแตกต่างของเชื้อชาติมาก ทำให้ต่างคนต่างดู คนมาเลย์ไม่ดูหนังที่คนจีนทำ คนจีนไม่ดูหนังที่คนมาเลย์ทำ เกิดภาวะชะงักงัน เป็นลักษณะเฉพาะของมาเลเซีย
พม่าอยู่ในช่วงที่น่าสนใจ โรงหนังเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นหลังเปิดประเทศ แต่ที่จริงคนพม่าสนใจดูและผลิตหนังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ภายใต้ระบอบทหาร อย่างไรก็ตาม พม่ายังมีปัญหาเรื่องบุคลากร เพราะระบบเผด็จการทำให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อการพัฒนาภาพยนตร์ และลดทอนความคิดสร้างสรรค์
กัมพูชายังต้องใช้เวลา ตอนนี้เริ่มมีการผลิตหนัง แต่ยังไม่เฟื่องฟู และมีปัญหาขาดบุคลากรมาก
ขณะที่ลาวมีตลาดเล็ก แต่เริ่มมีกลุ่มคนทำหนังรุ่นใหม่มากขึ้น และพลังของคนทำหนังเหล่านี้กำลังต่อสู้กับการรับรู้สิ่งใหม่ๆ ของคนดูในลาว
เช่นเดียวกับบรูไนที่มีตลาดขนาดเล็ก คนบรูไนจึงดูหนังจากเพื่อนบ้านที่มีความคล้ายคลึงเรื่องวัฒนธรรมอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย
ส่วนหนังไทยออกไปฉายในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะได้รับความนิยม ประกอบกับกระแสสื่อใหม่ ทำให้เข้าถึงตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องระวังหนังที่อาจเสี่ยงกระทบความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านด้วย
ปัจจุบันคนไทยยังไม่ค่อยดูหนังเพื่อนบ้าน เพราะมีกำแพงทัศนคติ ทั้งที่ในอดีตไทยและเพื่อนบ้านเคยร่วมทุนทำหนังหลายเรื่อง อย่างเรื่องงูเก็งก็อง รักข้ามขอบฟ้า เป็นหนังร่วมทุนระหว่างไทยและกัมพูชา นอกจากนี้ ก็เคยมีหนังจากเพื่อนบ้านเข้ามาฉายในบ้านเรา เช่น หนังมาเลเซียเข้ามาฉายที่ภาคใต้
เมื่อเวลาผ่านไป หนังไทยไต่ระดับขึ้นไปเป็นที่รู้จักในระดับโลก ทว่าภาพความร่วมมือและแลกเปลี่ยนหนังกับเพื่อนบ้านกลับหายไป ซึ่งมีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้ ได้แก่ ความเสี่ยงของคนนำเข้าหนัง ทำให้การนำหนังเพื่อนบ้านมาฉายมีน้อยและอยู่ในวงจำกัด บวกกับคนไทยยังไม่มีภาวะชื่นชมงานศิลปะของเพื่อนบ้าน อีกทั้งความนิยมหนังของคนไทยคาดเดาลำบาก ในขณะที่เพื่อนบ้านแลกหนังกันดูอยู่ตลอด เช่น หาดูละครฟิลิปปินส์ในมาเลเซียได้ไม่ยาก หรือดูหนังอินโดนีเซียในมาเลเซีย
แต่การแลกเปลี่ยนหนังระหว่างกันน่าจะมากขึ้น เมื่อบรรยากาศเศรษฐกิจในอาเซียนไม่แตกต่างกันมาก เพราะความนิยมในอุตสาหกรรมสื่อเป็นไปตามการพัฒนาของทุน ซึ่งไทยก้าวพ้นแล้ว แต่เพื่อนบ้านอย่างพม่า ลาว กัมพูชา ยังขาดการพัฒนาและบุคลากร จึงดูหนังจากไทยแทน หากประเทศเหล่านี้พัฒนามากขึ้น สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป
เพราะหากมองย้อนกลับไป กัมพูชาเคยทำหนังปีละ 400 เรื่อง ก่อนยุคเขมรแดง แต่สงครามทำลายทุกอย่าง ทำให้ช่องว่างระหว่างเพื่อนบ้านต่างกันมาก ประกอบกับในช่วงที่เพื่อนบ้านเผชิญสงคราม เป็นช่วงที่ไทยเริ่มพัฒนาประเทศ รวมถึงมีการผลิตอคติกับเพื่อนบ้าน เชิดชูความเป็นชาตินิยม ทำให้คนไทยรู้สึกยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาทำให้ความรู้สึกเช่นนี้หดตัวและสลายไป
“การดูหนังมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจเพื่อนบ้าน ยิ่งดูมาก ก็ยิ่งเข้าใจมาก หากไม่ดู ไม่เปิดใจ ก็ไม่มีวันเข้าใจ”







