
อินโดนีเซียทำให้BRICsเป็น BRI (I) Cs
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน แม้ว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่ไม่ดีนักสำหรับธุรกิจส่งออกสินค้าหลายชนิด แต่ผมหวังว่าทุกท่านจะประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินไปได้ต่อเนื่อง เพราะปีหน้าภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหลักของไทยและของโลกคือ สหรัฐ รวมทั้งยูโรโซน นอกจากนี้ ตลาดใหม่ที่เศรษฐกิจเคยเติบโตสูงและรวดเร็ว แต่ในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤตการเงินโลกตลาดอาจตกอยู่ในภาวะชะงักงันบ้าง ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง และคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปีหน้าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.6 สูงกว่าปีนี้เกือบร้อยละ 1
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน แม้ว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่ไม่ดีนักสำหรับธุรกิจส่งออกสินค้าหลายชนิด แต่ผมหวังว่าทุกท่านจะประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินไปได้ต่อเนื่อง เพราะปีหน้าภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหลักของไทยและของโลกคือ สหรัฐ รวมทั้งยูโรโซน นอกจากนี้ ตลาดใหม่ที่เศรษฐกิจเคยเติบโตสูงและรวดเร็ว แต่ในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤตการเงินโลกตลาดอาจตกอยู่ในภาวะชะงักงันบ้าง ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง และคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปีหน้าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.6 สูงกว่าปีนี้เกือบร้อยละ 1
ผมเชื่อว่าความต้องการหนึ่งในการวางแผนธุรกิจในปีหน้ารวมถึงแผนธุรกิจระยะกลางและระยะยาวของท่านผู้อ่านคือ การเพิ่มตลาดส่งออกใหม่ เพราะนอกจากเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จัดกลุ่มประเทศ Emerging and Developing Economies ว่ามีอยู่ 150 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย วันนี้ผมจึงอยากพูดถึงตลาดที่เรียกกันว่า “ตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ (Emerging Economies)” ซึ่งมีลักษณะเด่น ตามนิยามของไอเอ็มเอฟ 4 ประการ คือ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ มีประชากร จำนวนมาก ทำให้มีการบริโภคสินค้าและบริการในอัตราสูง รวมทั้งจำนวนแรงงานที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และก้าวหน้าด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและโครงสร้างพื้นฐาน
แต่หากพิจารณาประเทศที่มีลักษณะตามนิยามของ Emerging Economies ก็มีอยู่ไม่มากนัก กลุ่มหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มประเทศที่เรียกว่า BRICs เริ่มขึ้นเมื่อปี 2544 ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการย้ายอำนาจเศรษฐกิจโลกจากกลุ่มพัฒนาแล้วอย่าง G7 มาสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา BRICs จึงเป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว BRICs ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า The Economic Cooperation and Development (OECD) เริ่มรายงานใน Globalization and Emerging Economies ในปี 2552 ว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจดีที่สุดในโลกเทียบเท่ากับประเทศ BRICs ซึ่งขณะนั้นมีเพียงบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน และเรียกทั้ง 5 ประเทศนี้ในรายงานปีต่อๆ มาว่า BRIICs ซึ่งต่อมาปี 2554 จึงรับแอฟริกาใต้เข้าเป็นสมาชิก BRIICs
ปัจจุบัน BRIICs มีประชากรรวมกันกว่า 3,000 ล้านคน มากกว่าร้อยละ 40 ของประชากรโลก มี GDP รวมกันร้อยละ 1314 ของ GDP ของโลก มูลค่าการค้าและบริการคิดเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าการค้าและบริการของโลก และมีการลงทุนจากต่างประเทศร้อยละ 1011 ของโลก และอนาคต นักวิเคราะห์คาดว่า BRIICs จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ในปี 2593 BRIICs จะเป็นกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด จีน อินเดีย และบราซิลจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการแหล่งใหญ่สุดในโลก จึงเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มขึ้น
สำหรับอินโดนีเซีย แม้ว่าจะเคยเป็นประเทศที่เผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเมื่อปี 2540 ทำให้ถูกมองว่าเป็นตลาดที่ถูกลืมไปชั่วขณะหนึ่ง แต่วันนี้อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก ด้วยประชากรกว่า 230 ล้านคน การเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ ทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศสูง รายได้ประชาชาติต่อหัวใกล้เคียงกับคนไทยคือมากกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ และพฤติกรรมการบริโภคคล้ายคลึงกัน รวมทั้งเป็นสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้ไม่มีมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีความได้เปรียบกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของไทย
ในการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ นั้น ต้องใช้เวลาศึกษา สำรวจตลาด และติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า บางท่านอาจอยากเริ่มต้นในปีใหม่ที่จะถึงนี้ จึงขอฝากตลาด BRIICs ให้พิจารณาว่า ธุรกิจของท่านสามารถขยายเข้าสู่ประเทศที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย สุดท้ายนี้ ผมขอถือโอกาสสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและสิ่งที่หวังทุกประการครับ สวัสดีครับ







