
อิออนบุกไทยเล็งส่ง 3 ธุรกิจเพิ่มรายได้
หลังจากพบว่าการขยายธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัว ส่งผลให้กลุ่มอิออน ประเทศญี่ปุ่น ต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจด้วยการหันมาขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า ภายหลังผลประกอบการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 5% แม้ว่าในปี 2556 จะเติบโตถึง 1820% แต่เป็นผลจากการซื้อกิจการห้างไดเออิ
หลังจากพบว่าการขยายธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัว ส่งผลให้กลุ่มอิออน ประเทศญี่ปุ่น ต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจด้วยการหันมาขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า ภายหลังผลประกอบการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 5% แม้ว่าในปี 2556 จะเติบโตถึง 1820% แต่เป็นผลจากการซื้อกิจการห้างไดเออิ
แต่นโยบายการขยายธุรกิจในต่างประเทศยังคงเดินหน้าต่อ ซึ่งภูมิภาคอาเซียนถือเป็นเป้าหมายหลักของการนำธุรกิจในเครือเข้ามาดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนถือเป็นเป้าหมายหลักของอิออน ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากมาเลเซีย ที่กลุ่มอิออน ประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญในการนำธุรกิจในเครือเข้ามาเปิดให้บริการ เนื่องจากมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี โดยปัจจุบันกลุ่มอิออนมีสำนักงานใหญ่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และมีศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ อิออนมอลล์ ถึง 40 สาขา ทั่วมาเลเซีย
ฮิโรทากะ ฟุคุโมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน แฟนตาซี (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะมีปัจจัยลบทางด้านการเมือง แต่ก็เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น และจากผลประกอบการโดยรวมในประเทศไทยที่เติบโตปีละ 2030% บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยปัจจุบันกลุ่มอิออน ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทยแล้ว 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจการเงิน อิออนธนสินทรัพย์ 2.กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้ชื่อ แม็กซ์แวลู 3.ธุรกิจจัดหาคู่ ภายใต้ชื่อ สไว 4.ธุรกิจผลิตสินค้า ภายใต้ชื่อ ท็อปแวลู และ 5.ธุรกิจสวนสนุกในร่ม อิออนแฟนตาซี ดำเนินธุรกิจผ่านแบรนด์ มอลลี่ แฟนตาซี และคิดส์ซูน่า
นอกจากนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมพร้อมว่าจะนำธุรกิจในเครือที่เหลือเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มอีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจศูนย์การค้า อิออนมอลล์ ธุรกิจโรงภาพยนตร์ อิออนซีนีม่า และธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ อิออนเพ็ต โดยธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ภายใต้ชื่ออิออนเพ็ต จะมีความเป็นไปได้สูงสุด เนื่องจากการแข่งขันน้อย ตามด้วยธุรกิจโรงภาพยนตร์ และปิดท้ายด้วยธุรกิจศูนย์การค้า อิออนมอลล์
ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มอิออน สนใจที่จะนำธุรกิจศูนย์การค้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับสุดท้าย เพราะว่าผู้ประกอบการศูนย์การค้าในประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นการจำนำธุรกิจศูนย์การค้าเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย จึงต้องทำการศึกษาตลาดเป็นอย่างดีก่อนที่จะนำธุรกิจเข้ามาลงทุน
ขณะที่ธุรกิจที่เหลือไม่ว่าจะเป็นธุรกิจดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ภายใต้ชื่อ อิออน ซึ่งเปลี่ยนมาจากห้างจัสโก้ หรือธุรกิจบริการด้านรักษาความปลอดภัยและทำความสะอาดภายใต้ชื่อ อิออนดีไลท์ ธุรกิจธนาคาร ภายใต้ชื่อ อิออนแบงก์ หรือธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ ภายใต้ชื่อ มินิสต็อป ยังไม่มีแผนจะนำมาเปิดให้บริการในประเทศไทย เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง
ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกและบริการของกลุ่มอิออนที่ดำเนินธุรกิจในญี่ปุ่นมีทั้งหมด 11 ธุรกิจ ได้แก่ อิออนดีพาร์ตเมนต์สโตร์, ซูเปอร์มาร์เก็ตแม็กซ์แวลู ศูนย์การค้าอิออนมอลล์ บัตรเครดิตอิออน ธนาคารอิออนแบงก์ ธุรกิจจัดหาคู่ สไว โรงภาพยนตร์อิออนซีนีม่า ธุรกิจผลิตสินค้าท็อปแวลู ธุรกิจคอนวีเนียนวโตร์ มินิสต็อป และสวนสนุกอิออนแฟนตาซี โดยภาพรวมรายได้ปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5%
ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้มากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น คือ อิออนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ตามด้วยอิออนเครดิตการ์ด และอิออนมอลล์ ขณะที่ประเทศไทยธุรกิจที่ทำรายได้ให้มากที่สุด คือ บัตรเครดิตอิออน ของอิออนธนสินทรัพย์ เพราะปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการมากกว่า 100 สาขา ตามด้วยธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต แม็กซ์แวลู ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการมากกว่า 70 สาขา และอิออนแฟนตาซี ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการ 4 แห่ง
จากการออกมาขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กลุ่มอิออนคาดการณ์ว่า จะส่งผลให้ในแต่ละปีจะมีผลประกอบการที่เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ ซึ่งยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของแผนการดำเนินงานในปี 2557 กลุ่มอิออนมีแผนที่จะนำธุรกิจศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ อิออนมอลล์ ธุรกิจสวนสนุกในร่มภายใต้ชื่อ อิออนแฟนตาซี และธุรกิจดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ภายใต้ชื่อ อิออน เข้าไปเปิดให้บริการในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย
แม้ว่าปี 2557 จะยังไม่เห็นการขยายธุรกิจใหม่ของกลุ่มอิออนเข้ามาในประเทศไทย แต่จากแผนการดำเนินธุรกิจในอีก 23 ปีนับจากนี้ที่จะนำธุรกิจในเครือเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย 23 ธุรกิจ อัตราการเติบโตที่ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2030% อาจจะน้อยเกินไปสำหรับช่วงเวลานั้น







