posttoday
ลอกกัน

ลอกกัน

25 ธันวาคม 2556

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้เล่าให้ทุกท่านฟังไปแล้วว่า ช่วงนี้เป็นเหมือนเทศกาลประท้วงของอาเซียน ไม่ใช่ “วินเทอร์” ไม่ใช่ “ไฮซีซั่น” แต่เป็น“ฤดูชุมนุม” ไม่ว่าประเทศใดๆ ก็มีเรื่องให้ประชาชนออกมาเดินบนท้องถนน

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้เล่าให้ทุกท่านฟังไปแล้วว่า ช่วงนี้เป็นเหมือนเทศกาลประท้วงของอาเซียน ไม่ใช่ “วินเทอร์” ไม่ใช่ “ไฮซีซั่น” แต่เป็น“ฤดูชุมนุม” ไม่ว่าประเทศใดๆ ก็มีเรื่องให้ประชาชนออกมาเดินบนท้องถนน

แต่ตอนนี้มีประเทศหนึ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างอื้ออึงว่า การชุมนุมของเขา “คล้ายไทย” เข้าไปทุกทีราวกับ “ลอกกัน” นั่นคือ การชุมนุมของกัมพูชา

หากเปรียบเทียบกันแบบ “หมัดต่อหมัด” ผมว่าก็มีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่างอยู่หลายเรื่อง

เหมือนที่หนึ่ง การชุมนุมของผู้ชุมนุมทั้งในไทยและกัมพูชาขณะนี้ จุดมุ่งหมายเบื้องต้น คือ “ขับไล่รัฐบาล” นั่นคือ รัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และฮุนเซน

เหมือนที่สอง มีการยกระดับประเด็นไปสู่เรื่องการบริหารประเทศที่ทุจริตมโหฬาร จากเดิมที่ฝั่งไทยออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และฝั่งกัมพูชาออกมาคัดค้านทุจริตการเลือกตั้ง

เหมือนที่สาม แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้ เดิมทีเป็นแกนนำฝ่ายค้านในรัฐสภา นั่นคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายสม รังสี เหมือนที่สี่ ฝ่ายค้านใช้วิธีบอยคอตรัฐสภา ปล่อยรัฐบาลนั่งเหงาเปล่าเปลี่ยวกันไป เหมือนที่ห้า ผู้ชุมนุมทั้งสองประเทศต่างอ้างว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมมาเข้าร่วมมากที่สุด โดยฝ่ายไทยอ้างตัวเลข 6 ล้านคน ขณะที่กัมพูชาอ้างตัวเลข 5 แสนคน

และเหมือนที่หก ผู้นำรัฐบาลของทั้งสองประเทศออกมาอ้างว่า ตัวเองคือ ผู้ได้รับเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และจะยืนต่อไปในจุดที่อยู่ ณ ขณะนี้

เมื่อมาพิจารณาถึงด้านความต่าง ต่างที่หนึ่ง จุดมุ่งหมายอีกจุดหนึ่งของผู้ชุมนุมไทย คือ ขับไล่ เพราะกลัวจะ “โกงเลือกตั้ง” ขณะที่กัมพูชาโดนโกงไปแล้ว จึงออกมาขับไล่

ต่างที่สอง จุดหมายปลายทางของไทย คือ “ปฏิรูปประเทศก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง” ขณะที่จุดหมายปลายทางของกัมพูชา คือ “เลือกตั้งใหม่”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ทั้งความเหมือนและความต่างเหล่านี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่ทั้งสังคมไทยและสังคมกัมพูชา นั่นคือ ความกระหายการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ

วันก่อนผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันระหว่างการทำข่าวในพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เขาบอกว่า ที่เยอรมนีประชาชนไม่ค่อยมีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก เนื่องจากไม่ค่อยมีปัญหาใหญ่ๆ ร่วมกัน ขณะที่เขาเชื่อว่าไทยมีรากปัญหาซ้อนอยู่หลายอย่าง จึงทำให้เกิดการชุมนุมต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้

หากไม่มีความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิใดๆ เกิดขึ้น ผมจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นมิติใหม่ของอาเซียน ที่ประชาชนต้องการจะลุกขึ้นมามีบทบาทร่วมทางการเมือง และหากนำความรู้สึกอยากมีบทบาทเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ด้วยก็น่าจะยิ่งดี

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมของทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา ควรกลับมาทบทวนจุดยืนบางอย่างของตัวเองไม่ให้ “สุด” จนเกินไป บางครั้งหากพบเรื่องอะไรที่สุดมาก ก็ต้อง “ฉุด” คนอยากสุด โดยเฉพาะผู้มีปากมีเสียงของฝ่ายลงมาบ้าง

โดยเฉพาะรัฐบาลไทย ควรพึงเข้าใจว่า ข่าวสารการทุจริตสมัยนี้ไวเหมือนไฮสปีด หากเดินหน้าเลือกตั้ง แต่ยังคงมีข่าวทุจริตอื้อฉาวเกิดขึ้นละก็...

ผมเกรงว่า กลุ่มผู้ชุมนุมอาจจะลอกกัมพูชาแทน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ