posttoday
มากกว่าภาษี คือ คุณภาพชีวิตที่ดี

มากกว่าภาษี คือ คุณภาพชีวิตที่ดี

25 ธันวาคม 2556

ช่วงเดือน ธ.ค.มีโอกาสเข้าร่วม KExpert Tax Workshop ซึ่งนำเสนอ 5 กลยุทธ์พิชิตฐานภาษีใหม่ ซึ่งเป็นหัวข้อที่คนทำงานทุกคนสนใจ เพราะจะได้มีแนวทางในการประหยัดภาษีให้ได้มากที่สุด

ช่วงเดือน ธ.ค.มีโอกาสเข้าร่วม KExpert Tax Workshop ซึ่งนำเสนอ 5 กลยุทธ์พิชิตฐานภาษีใหม่ ซึ่งเป็นหัวข้อที่คนทำงานทุกคนสนใจ เพราะจะได้มีแนวทางในการประหยัดภาษีให้ได้มากที่สุด

แต่ถ้าเรามาคิดดีๆ แล้ว การประหยัดภาษีจริงๆ แล้วไม่ได้หมายถึงแค่การพยายามลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการดูแลให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ว่าจะด้วยการลงทุนระยะยาว การเก็บออมเพื่อการเกษียณ หรือการมีหลักประกันเมื่อยามฉุกเฉิน ซึ่งแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ให้เรามีการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต ดังนั้น หากเรามองลึกลงไปในเจตนารมณ์ของการประหยัดภาษี จะทำให้เรามีความมุ่งมั่นและเห็นประโยชน์จากการประหยัดภาษีมากกว่าแค่เป็นการมีเงินเหลือแล้วนำไปใช้จ่ายตามต้องการ

มาถึงตรงนี้ผมจึงขอสรุปแนวทางที่ได้รับมาจาก KExpert Tax Workshop ดังนี้

1.สิทธิลดหย่อนมีเท่าไหร่ ใส่ให้ครบ (Minimize Taxable Income)

หลายคนเคยชินกับการยื่นภาษีตามเอกสารที่ฝ่ายบุคคลจัดเตรียมไว้ให้ ทำให้พลาดไม่ได้นำค่าลดหย่อนที่ตนมีมาแสดงในแบบ ภ.ง.ด. เช่น เมื่อบิดามารดาอายุ 60 ปี และมีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท ภายในปีภาษีนั้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ท่านละ 30,000 บาท หรือเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 15,000 บาท เป็นต้น ผู้เสียภาษีจึงต้องรู้จักเงื่อนไขของค่าลดหย่อนว่าตนเองมีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง เพื่อจะได้แสดงในแบบ ภ.ง.ด.ให้ถูกต้อง ยิ่งมีค่าลดหย่อนมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลง

2.ใช้สิทธิประโยชน์ให้เต็มที่ ชนเพดาน (Maximize Your Tax Benefits)

รายการสิทธิประโยชน์สำหรับกลยุทธ์นี้ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม หรือประกันชีวิตที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อประหยัดภาษี ซึ่งผู้ลงทุนควรศึกษาเงื่อนไขให้รอบคอบเพื่อป้องกันการปฏิบัติผิดวิธีทำให้เสียโอกาส หรือเสียเงินเสียทองได้ เช่น ผู้ที่ซื้อกองทุนรวม LTF เงื่อนไขคือให้นำรายได้ทั้งปีมาคูณ 15% ให้เห็นจำนวนเงินสูงสุดที่จะซื้อได้ โดยจำนวนเงินนี้จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

3.ลดภาษี ทีละขั้น (Minimize tax bracket)

จะเห็นได้ว่าถ้าใช้สิทธิประโยชน์จากกองทุนรวม LTF หรือ RMF เต็มที่จะต้องใช้เงินซื้อกองทุนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 30% ของรายได้ทั้งปี (LTF 15% รวมกับ RMF 15%) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงจะซื้อตามจำนวนกำลังทรัพย์ที่ตนเองมี อย่างไรก็ตาม หากจะซื้อตามจำนวนเงินที่ตนเองมีอย่างน้อยก็ควรจะทำให้ฐานภาษีลดลงอย่างน้อย 1 ขั้น เช่น เงินได้สุทธิ 600,000 บาท เสียภาษีฐาน 15% ก็ควรซื้อ LTF, RMF หรือประกันรวมกันอย่างน้อย 100,000 บาท จะทำให้เสียภาษีฐาน 10% เป็นต้น (เงินได้สุทธิลดเหลือ 500,000 บาท ซึ่งอยู่ในขั้นภาษี 10%) และที่สำคัญต้องไม่ซื้อจนเกินสิทธิ หรือทำให้เงินได้สุทธิเหลือน้อยกว่า 150,000 บาท เพราะรายได้สุทธิส่วนนี้ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว

4.เทียบประโยชน์ทางภาษีกับเป้าหมายการลงทุน (Maximize Benefits against Goals)

สำหรับผู้ที่เสียภาษีฐาน 510% หากจะต้องลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงๆ เช่น LTF หรือ RMF ที่ลงทุนในหุ้นหรือทองคำ ก็ควรคิดให้รอบคอบ เนื่องจากกองทุนประเภทนี้เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยง หากระหว่างที่ถือหน่วยลงทุน 5 ปีปฏิทิน (LTF) หรือถือจนครบอายุ 55 ปีบริบูรณ์ (RMF) หากเกิดผลขาดทุน 10% หรือมากกว่า จะคุ้มกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับหรือไม่ ดังนั้น ผู้ซื้อควรจะประเมินตัวเลขความเสี่ยงจากผลตอบแทนย้อนหลังของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่ง KExpert แนะนำให้ผู้ลงทุนทุกคนเปรียบเทียบผลประโยชน์ทางภาษีที่ได้กับเป้าหมายของเงินที่มาลงทุน ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน และการลงทุนทางเลือกอื่นที่มีเงื่อนไขน้อยกว่า แต่อาจมีผลตอบแทนใกล้เคียงกัน

5.ภาษี ณ ที่จ่าย จัดการได้ (Manage Withholding Tax)

โดยปกติเมื่อมีรายได้เกิดขึ้นไม่ว่าทางใดก็จะต้องเสียภาษี (ยกเว้นรายได้บางประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี เช่น พ่อแม่ให้เงินลูก) และเพื่อเป็นการลดภาระที่จะต้องเสียภาษีทีเดียวเมื่อสิ้นปี ผู้ที่จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ที่จะต้องหักภาษีทันที เมื่อมีการจ่ายเงิน หรือที่เรียกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งสรรพากรตามเกณฑ์ ดังนั้นเมื่อมีรายได้ โดยเฉพาะในที่นี้ คือ รายได้จากดอกเบี้ยซึ่งจะถูกหัก ณ ที่จ่าย 15% และเงินปันผลจากกองทุนรวม/หุ้นสามัญ จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งเราเรียกว่าภาษีสุดท้าย (Final Tax) โดยที่เมื่อถึงสิ้นปีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิเลือกที่จะนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมกับรายได้จากเงินเดือน เพื่อแสดงในแบบ ภ.ง.ด. หรือเลือกไม่นำไปรวมก็ได้

ในกรณีที่อัตราเสียภาษีเมื่อสิ้นปีนั้นมากกว่าอัตราที่หัก ณ ที่จ่าย ก็ไม่ควรเลือกที่จะนำไปรวมกับรายได้ เช่น หากเสียภาษีอัตรา 20% การถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ก่อน 10-15% ก็ถือว่าถูกหักภาษีไว้น้อยกว่า ในทางตรงกันข้ามหากเสียภาษีอัตรา 5% ก็ควรเลือกนำรายได้จากดอกเบี้ยหรือเงินปันผลไปรวมคำนวณ แทนการถูกหัก ณ ที่จ่าย 1015% เพื่อให้ได้เงินภาษีคืนกลับมา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ