
รัฐสั่งขยับแผนผลิตไฟฟ้า
พร้อมรับมือพม่าหยุดซ่อมแหล่งก๊าซหวังลดความเสี่ยงค่าเอฟทีเพิ่ม
พร้อมรับมือพม่าหยุดซ่อมแหล่งก๊าซหวังลดความเสี่ยงค่าเอฟทีเพิ่ม
พลังงานสั่งปรับแผนผลิตไฟฟ้าอีกรอบ หลังพม่าเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งเยตากุน
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมคณะทำงานป้องกันความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง เนื่องจากทางพม่าได้แจ้งว่าได้เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเยตากุน จากเดิมเริ่มวันที่ 25 ธ.ค. 25568 ม.ค. 2557 เป็นวันที่ 31 ธ.ค.-14 ม.ค. 2557 ซึ่งเปลี่ยนไปจากแผนรองรับที่เคยกำหนดไว้ และการเลื่อนในระยะเวลาดังกล่าวตรงกับช่วงเวลาทำงานปกติมากยิ่งขึ้น ทำให้มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
ทั้งนี้ คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในช่วงเวลาหยุดจ่ายก๊าซอาจอยู่ที่ 2.3 หมื่นเมกะวัตต์ สูงขึ้นจากช่วงเวลาเดิมที่เคยกำหนดไว้ 2.25 หมื่นเมกะวัตต์ โดยจะส่งผลให้การใช้น้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซเพิ่มขึ้น โดยการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาเป็น 111.3 ล้านลิตร จากแผนเดิม 61 ล้านลิตร และใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 10.7 ล้านลิตร จากเดิม 7 ล้านลิตร
สำหรับสาเหตุที่ทางพม่าต้องเลื่อนช่วงเวลาการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซเยตากุน เนื่องจากการเตรียมพร้อมในเรื่องการติดตั้งฐานผลิตใหม่ หรือ Wellhead ไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งการหยุดจ่ายก๊าซของแหล่งเยตากุน ส่งให้การส่งก๊าซจากแหล่งยาดานาต้องหยุดส่งไปด้วย ดังนั้น จะทำให้มีปริมาณก๊าซหายไป 1,030 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) หรือคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 6,000 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม การเลื่อนแผนหยุดซ่อมก๊าซครั้งนี้ ทำให้ต้องใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือเอฟที เพิ่มสูงขึ้น โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์ ได้ขอความร่วมมือเอกชนในการร่วมโครงการอาสาลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกในช่วงดังกล่าวได้ 200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าเอฟทีได้ประมาณ 0.05 สตางค์ต่อหน่วย
นายสุเทพ กล่าวว่า การบริหารจัดการของโรงไฟฟ้าอื่นๆ จำเป็นต้องเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า 7 โรง เพื่อรองรับ เช่น โรงไฟฟ้าบางปะกง พลังความร้อนร่วมเครื่องที่ 5 จากวันที่ 1125 ม.ค. 2557 เป็นวันที่ 25 ม.ค.-8 ก.พ. 2557 ส่วนโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เครื่องที่ 2 กำลังผลิต 237 เมกะวัตต์ เลื่อนจากวันที่ 26 ม.ค.-9 ก.พ. 2557 เป็นวันที่ 19 ม.ค.-2 ก.พ. 2557 เป็นต้น
นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อช่วยจัดการระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและคุณภาพไฟฟ้าตามมาตรฐาน และหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ให้เตรียมแผนย้ายโหลดเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนไว้แล้ว







